11/26/2552

ทฤษฏีความโกลาหล (Chaos Theory)

รู้จัก ทฤษฏีความโกลาหล (Chaos Theory)

ButterFly Effect Graph ที่คล้ายปีกผีเสื้อ

เรามักจะได้ยิน ประโยคยอดนิยมที่ ใช้กันทั่วไป หรือ ตามภาพยนต์ ที่พูดว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หรือ "ผีเสื้อขยับปีก อาจก่อให้เกิดพายุ" (ทฤษฎี Butterfly Effect) ซึ่งมีคนหลายคนที่ตีความประโยคเหล่านี้ ในลักษณะของขนาดของความรุนแรงของผลลัพธ์ ในทฤษฏีความโกลาหลนั้นไม่จำเป็นต้องแตกต่างกันในแง่ ขนาด ของ ผลลัพธ์เสมอไป แต่อาจจะเป็นในแง่ของ พฤติกรรม
การเปลี่ยนแปลง จากตัวอย่างข้างต้น การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ทั้งสองนั้นจะมีลักษณะที่ คล้ายคลึงกันมากในขณะเริ่มต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะพบว่า ผลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงแทบจะไม่มีอะไร คล้ายคลึงเลย

เกล็ดความรู้เพิ่มเติม
1. ความตื่นตัวในการพัฒนาทฤษฎีความโกลาหล เกิดขึ้นในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 เมื่อการทดลอง เป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของระบบเชิงเส้นนั้นไม่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมบางอย่าง แม้กระทั่งพฤติกรรมของระบบที่ไม่ซับซ้อนอย่าง แมพลอจิสติก (Logistic map)
2. ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้พัฒนาการของทฤษฎีความโกลาหลเป็นไปอย่างรวดเร็วก็คือ คอมพิวเตอร์ การคำนวณในทฤษฎีความโกลาหลนั้น โดยส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เป็นการคำนวณค่าแบบซ้ำ ๆ จากสูตรคณิตศาตร์ และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ (Edward Lorenz) เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกทฤษฎีความโกลาหล เขาได้สังเกตพฤติกรรมความโกลาหล ในขณะทำการทดลองทางด้านการพยากรณ์อากาศ ในปี ค.ศ. 1961 ลอเรนซ์ใช้คอมพิวเตอร์ซิมูเลชันแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งในการคำนวณครั้งถัดมาเขาไม่ต้องการเริ่มซิมูเลชันจากจุดเริ่มต้นใหม่ เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณ เขาจึงใช้ข้อมูลในการคำนวณก่อนหน้านี้เพื่อเป็นค่าเริ่มต้น ปรากฏว่าค่าที่คำนวณได้มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาพบว่าสาเหตุเกิดจากการปัดเศษ ของค่าที่พิมพ์ออกมา จากค่าที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีค่าน้อยมาก แต่สามารถนำไปสู่ความแตกต่างอย่างมากมาย เรียกว่า ไวต่อสภาวะเริ่มต้น
4. "Butterfly effect" ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหล นั้นมีที่มาไม่ชัดเจน เริ่มปรากฏแพร่หลายหลังจากการบรรยายของ ลอเรนซ์ ในปี ค.ศ. 1972 ภายใต้ชื่อหัวข้อ "Does the Flap of a Butterfly's Wings in Brazil Set Off a Tornado in Texas?" นอกจากนี้แล้วยังอาจมีส่วนมาจาก รูปแนวโคจรของตัวดึงดูดลอเรนซ์ ที่มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ
5. "Chaos" (เค-ออส) บัญญัติขึ้นโดย นักคณิตศาตร์ประยุกต์ เจมส์ เอ ยอร์ค (James A. Yorke)
http://www.daydev.com/it-marketing/26-it-marketing/47-chaos-theory-khowledge.html
“บทความมติชน” เพียงแต่เข้าใจว่า “สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้…เป็นบรรยากาศที่ช่างไร้ระเบียบ ไร้หลักการ ยากที่จะทำนาย (Unpredictable) มีแต่การลุ้นระทึกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในลำดับถัดไป” โดยลืมมองไปว่า การต่อสู้ช่วงชิงทางการเมืองในทุกยุคทุกสมัยก็ล้วนแต่มีความไร้ระเบียบเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ Chaos Theory มาจับก็สามารถอธิบายได้ แต่เหตุใด “ความไร้ระเบียบ” ในช่วงนี้จึงอธิบายด้วย Chaos Theory
แท้จริงแล้ว Chaos Theory ไม่ใช่ทฤษฎีที่ใช้อธิบายภาวะไร้ระเบียบแบบธรรมดาทั่วไป ซึ่งสุดท้ายของเหตุการณ์ก็จะกลับเข้าสู่ระเบียบเดิม (Order) แต่ได้มุ่งเน้นไปที่ภาวะไร้ระเบียบ ที่จะไม่หวนกลับไปสู่สถานะเดิม (Old Order) แต่จะนำไปสู่ระเบียบใหม่ (New Order) ที่จะผุดบังเกิดขึ้นมาภายหลังภาวะไร้ระเบียบ(Chaos) สิ้นสุดลง
สิ่งที่น่าสนใจ คือ “บทความมติชน” ได้อ้างอิงไปถึง การวางแผนของพรรคประชาธิปัตย์หลายปีก่อน เพื่อประยุกต์ใช้ Chaos Theory มาเป็นกลยุทธ์เพื่อสู้กับพรรคไทยรักไทย โดยเน้นไปที่การ “สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม ด้วยการยกปมการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลขึ้นมาขยายฉายซ้ำ” ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายอื่นๆได้ประยุกต์ใช้แนวทางนี้จริงๆ ก็จะพบว่า Chaos Theory ที่ผู้ใช้คาดหวังว่าจะทำลายพรรคไทยรักไทยนั้น ในที่สุดกลับทำให้เกิดผลเป็นขุมกำลัง “เสื้อแดง” และขุมกำลังอื่นๆที่ควบคุมไม่ได้ออกลูกออกหลานเต็มไปหมด และส่วนหนึ่งได้กลับมากระทบ “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งกำลังถูก Chaos Theory สั่นคลอนอยู่ในขณะนี้
ยิ่งกว่านั้น “บทความมติชน” ยังได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “หลายเหตุการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลประสบ แผนการโต้กลับของประชาธิปัตย์ที่มีต่อฝ่ายค้านและมวลชนฝ่ายตรงข้าม ช่างละม้ายคล้ายกับแนวคิด Chaos Theory ที่ขุนพลประชาธิปัตย์เคยตั้งวงถกเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน” ซึ่งมองจากมุมนี้จะยิ่งเห็น “ความลักลั่นย้อนแย้ง” เพราะหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการผ่าน Chaos Theory มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก็กลายเป็นว่าภาวะ Chaos นั้น ได้กลับมาส่งผลต่อพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้เช่นกัน
ทั้งหมดที่กล่าวมา จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ลึกซึ้งครอบคลุมยิ่งขึ้นว่า ภาวะ Chaos Theory ได้ครอบคลุมสังคมไทยกว้างไกลและลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่ “การสร้างสถานการณ์” ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป
หากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ขุมกำลังเสื้อแดง NGOs บูรพาพยัคฆ์ หรือขุมกำลังทั้งที่เปิดเผยและซุ่มซ่อน ต้องการที่จะได้รับชัยชนะในช่วง Chaos Theory ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระเบียบใหม่ (New Order) ย่อมต้องทำการศึกษา “ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการ” ของสังคมไทยและสังคมโลกอย่างรอบด้าน เพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในภาพอนาคต (Scenario) ที่สังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระเบียบใหม่ (New Order)
การกำหนด “กลยุทธ์” เพื่อรับมือกับภาวะ Chaos Theory จึงไม่ใช่เพียงการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อทำให้ประชาชนเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว เพราะในภาวะ Chaos Theory ที่ทุกขุมกำลังถูกโยงใยกันอย่างสลับซับซ้อนนั้น การกระทำเพื่อมุ่งหวังผลทางตรง อาจนำไปสู่ผลทางอ้อมมากมายสุดคณานับ ซึ่งสุดท้ายอาจย้อนกลับมาทำร้ายผู้กระทำได้
“กลยุทธ์” ที่ดีที่สุด ในการตอบโต้กับภาวะ Chaos Theory มีดังนี้
1. พิจารณาสถานการณ์แบบองค์รวมโดยใส่ “สถานการณ์จำลอง (Scenario)” เข้ามาอยู่ในสมการกลยุทธ์
มนุษย์มักถูกครอบงำด้วย “กรอบคิด” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งในภาวะปกติย่อมไม่ส่งผลต่อการกำหนดกลยุทธ์มากนัก แต่ในภาวะ Chaos นั้น จะต้องพยายามสร้าง “Scenario” เพื่อเป็นตัวแทนภาพอนาคต ในการกำหนดกลยุทธ์ที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ไปวันๆ
ตัวอย่างเช่น “เสื้อแดง” ที่รวมตัวกันเพื่อสนับสนุน “อดีตนายก” นั้นย่อมไม่ได้เกิดจากการถูกหลอกลวงมาเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นก็คงสลายตัวไปนานแล้ว แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “อดีตนายก” มีนโยบายและการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับความต้องการของ “เสื้อแดง” ดังนั้น วิธีสลายเสื้อแดง จึงไม่ใช่เพียงการจัดการ “อดีตนายก” ซึ่งนอกจากเสียเวลาเปล่าแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดอีกด้วย
การแยกสลาย “อดีตนายก” กับ “เสื้อแดง” จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการอ่านสถานการณ์ในอนาคตที่ “เสื้อแดง” จะวิวัฒน์ไป แล้วบริหารประเทศให้สอดรับกับความต้องการนี้ จึงจะทำให้ “อดีตนายก” ถูกโดดเดี่ยวและพ่ายแพ้ได้
2. ใส่ใจ “ปรากฎการณ์หรือขุมกำลัง” ขนาดเล็กที่เคยมองข้ามไป
Chaos Theory มักให้ความสำคัญกับ “ปรากฎการณ์เล็กๆ” ที่อาจพลิกเปลี่ยนสถานการณ์ใหญ่ไปสู่ทิศทางใหม่โดยไม่คาดฝัน เนื่องเพราะในสถานการณ์ Chaos นั้น “กฎเกณฑ์เดิม” ล้วนแต่ถูกทำลายลง ดังนั้นจึงเปิด “ช่องว่าง” ให้กับปรากฎการณ์หรือขุมกำลังขนาดเล็กได้มีบทบาทสำคัญต่อสถานการณ์ใหญ่ได้
ตัวอย่างเช่น “นายทหารระดับสูง” ซึ่งเคยมั่นใจในความภักดีของลูกน้องว่า “พวกเขาจะต้องนำกำลังทหารมาสนับสนุน เมื่อตนเองมีคำสั่งไป” ก็อาจประเมินผิดพลาด เพราะในภาวะ Chaos ที่กฎเกณฑ์เดิมถูกทำลาย “ลูกน้อง” ก็อาจไม่เชื่อฟัง “ลูกพี่” โดยไม่จำเป็นต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพราะเกิดช่องว่างทางอำนาจขึ้นมา
ดังนั้น ขุมกำลังทั้งหลาย จึงอาจแทรกซึมเข้าไปในขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ โดยไม่จำเป็นต้องเกลี้ยกล่อม “ผู้นำระดับสูง” แต่อาจดำเนินการผ่าน “ผู้นำระดับกลาง” ที่คุมกำลังและทรัพยากรสำคัญแทน
3. ใช้มุมมองใหม่ในการประเมินมิตรและศัตรู
Chaos Theory จะทำลาย “กฎเกณฑ์เดิม” ดังนั้น มิตรและศัตรูของขุมกำลังต่างๆ ก็อาจเปลี่ยนข้างย้ายขั้วได้หลากหลายและซับซ้อนกว่าปกติ ดังนั้น หากใครสามารถมองเห็น Scenario ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ย่อมสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งการประสานมิตรและสร้างศัตรูได้แม่นยำกว่าคนอื่น ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ที่ดีกว่าได้
ตัวอย่างเช่น “การลอบยิงแกนนำพันธมิตร” ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เกิดจากการกำจัดคนที่ควบคุมได้ยากของฝ่ายเดียวกัน เมื่อเข้าใจสาเหตุนี้ก็ย่อมสามารถเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรได้ เช่นเดียวกับ “คำพิพากษากรณีเหตุการณ์ 7 ตุลา” ก็อาจเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรได้อีกเช่นกัน
ทั้งหมดสรุปได้เพียงประโยคเดียว
“Chaos Theory สามารถอธิบายภาวะเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ที่กฎเกณฑ์เดิมได้ถูกทำลายลง ดังนั้น ผู้เล่นที่ปรารถนาชัยชนะจะต้องมองเห็นช่องว่างระหว่างกฎเกณฑ์เดิมกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กฎเกณฑ์ใหม่ ภายใต้ภาวะใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น เพื่อกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้อง”
http://www.siamintelligence.com/chaos-in-politic/

ความโกลาหล หรือ Chaos Theory คือการเกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะของเหตุการณ์ แต่กลับเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบในตัวของมันเอง เรามองเห็นความสับสนวุ่นวาย แต่กลับมีเบื้องหลังเป็นความมีระเบียบ ความไร้ระเบียบกลายเป็นสากล แต่สร้างคุณค่าได้มากกว่าความมีระเบียบแบบแผนเสียด้วยซ้ำ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เคยยกตัวอย่างของการนำทฤษฎี Chaos Theory มาใช้อย่างคร่าวๆ ว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่แดนปลาดิบอย่างมัทสึชิตะ ใช้ทฤษฎีความโกลาหลควบคุมหัวฉีดของเครื่องล้างจาน เพราะพบว่าช่วยให้หัวฉีดล้างจานได้สะอาดแถมยังประหยัดน้ำกว่าเครื่องล้างจานแบบอื่นๆ เพราะการเคลื่อนที่ของหัวฉีดแบบไร้ระเบียบทำให้ครอบคลุมพื้นที่การทำความสะอาดดีกว่าการวางรูปแบบของการฉีดของหัวฉีดอย่างเป็นระเบียบ

การทำนายความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ peak load ในแต่ละวันของบริษัทไฟฟ้าคันไซในประเทศญี่ปุ่น หรือการคำนวณความต้องการใช้น้ำในแต่ละวันของบริษัทเมดะของญี่ปุ่น

แล้วเหตุใดจึงนำมาเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจแบบ "convergence" ของทรู?

เริ่มแรกก็ตรงที่ จนถึงตอนนี้ผู้บริหารของทรูก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการทำ "convergence" ช่วยให้จำนวนของคนใช้งานนั้นใช้สินค้าของตนในกลุ่มมากขึ้นแค่ไหน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ จนถึงตอนนี้การบอกว่า "ยิ่งรวมยิ่งดี" ก็ไม่ได้ช่วยให้ทรูตอบได้ว่า "ลูกค้าหนึ่งคนของตนใช้สินค้าอะไรบ้างในมือ"

ผู้บริหารของทรูยอมรับว่า โครงการ mapping คนกับสินค้าของตนเป็นโครงการที่ใหญ่ และกินเวลานาน จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้อย่างเต็มที่ และตอบไม่ได้เต็มปากว่าเมื่อใดจะได้เห็นภาพของโครงสร้างคนใช้งานทั้งหมดจับคู่กับสินค้าทั้งหมด หรือเห็นคน 1 คน ใช้งานสินค้ามากสุดของตนกี่อย่าง คิดเป็นตัวเงินเท่าใด และสร้างรายได้และกำไรให้กับบริษัทเท่าใด

จุดกึ่งกลางของความโกลาหลยังอยู่ที่เหตุผลค่อนข้างซับซ้อน เพราะธรรมชาติของบริการและสินค้าของทรูจำกัดเอาไว้แตกต่างกัน สำหรับลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือแล้ว แม้จะใช้เป็นรายคน แต่การที่ตัวเลขของคนใช้งานโทรศัพท์แบบเติมเงิน (Pre paid) มากกว่าตัวเลขคนใช้แบบรายเดือน (Post paid) ทำให้การระบุตัวตน และที่อยู่แน่นอนของเจ้าของเบอร์ทำได้ยาก แม้จะประกาศขอความร่วมมือ และให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเก็บรายละเอียดของผู้ใช้ทั้งหมด แต่ถึง ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงไหน และดูเหมือนว่าจะทำแก้เกี้ยวพอเป็นพิธีเท่านั้น

ขณะที่ลูกค้าที่ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและทรูวิชั่นส์ กลับถูกจัดหมวดให้เป็น "กลุ่มครัวเรือน" มากกว่าเป็น "รายตัว" เพราะการติดตั้งจานดาวเทียมสีแดง หรือใช้โมเด็มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในหนึ่งบ้าน แฝงไปด้วยอัตราการใช้มากกว่าหนึ่งหัว

สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นพปฎล เดชอุดม ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต บริษัทที่ดูแลธุรกิจออนไลน์ของทรู บอกว่าค่าเฉลี่ยของคนใช้งานต่อหนึ่งบ้านอยู่ที่ 2.5 ราย หรือในบ้านหนึ่งหลังที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของทรู จะมีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ตที่ 2.5 คน ขณะที่ทรูวิชั่นส์ มีค่าเฉลี่ยการรับชมภาพต่อการส่งสัญญาณเข้าบ้านหนึ่งหลังอยู่ที่ 4 คน แต่คนสมัครใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกับทรู วิชั่นส์ อาจจะไม่ได้เป็นคนคนเดียวกับก่อนหน้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือทรูมูฟ และถึงแม้คนใช้โทรศัพท์มือถือจะใช้อินเทอร์เน็ตของทรูด้วย แต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นคนสมัครการใช้บริการ ทว่าอาจจะเป็นใครสักคนในบ้าน

การทำแผนที่ความสำเร็จในการทำ convegence ของทรู จึงลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อไม่สามารถหาตัวตน จับคนชนกับครัวเรือนไม่ได้

แต่ก็หาใช่จะไร้ความหวังเสียเลยทีเดียว นั่นเพราะการเริ่มแคมเปญอัพเกรดความเร็วของอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือทรูมูฟ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของทรู อย่างน้อยก็ทำให้ทรูได้ทราบว่า ลูกค้าที่ใช้อินเทอร์เน็ตของทรู ใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือเบอร์อะไรนั่นเอง

สำหรับตัวเลขที่จะบอกได้ว่าลูกค้าคนหนึ่งของทรูใช้สินค้าอะไรบ้างนั้น ก็ยังเป็นโครงการแห่งความหวังในอนาคตของทรูต่อไป

แต่จุดจบของเรื่องกลับเป็นใจความสำคัญของทฤษฎีความโกลาหลที่ว่า "คือแม้จะไร้ระเบียบ แต่กลับเต็มไปด้วยแบบแผน และคุณค่า"

ทรูประสบความสำเร็จในแง่ของการเพิ่มยอดผู้ใช้บริการ จากการทำ convegence สินค้าและบริการของตนในเครือ โดยจากตัวเลขที่ระบุในคำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน ปี 2549 ซึ่งทรูรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาระบุข้อความเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

"กลุ่มทรูบรรลุเป้าหมายแรกของยุทธศาสตร์ในการเป็นผู้นำ Convergence Lifestyle ที่สามารถเพิ่มคุณค่าให้ผู้ใช้บริการด้วย การผสมผสานผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ภายในกลุ่มตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายและครบวงจร ทั้งบริการด้านเสียง ข้อมูล และวิดีโอ ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการของทรูมูฟและทรูวิชั่นส์เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์" ข้อความที่ระบุชื่อของศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารเป็นผู้กล่าว

ทรูมูฟมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ของทรู โดยในปี 2549 จำนวน 3.1 ล้านราย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 32 ของจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่ทั้งหมด ทำให้มียอดผู้ใช้บริการทั้งสิ้นรวม 7.6 ล้านราย รายได้จากบริการของทรูมูฟ ณ สิ้นปี 2549 มีจำนวนทั้งสิ้น 22.6 พันล้านบาท ขณะที่สิ้นปีเดียวกัน ทรูวิชั่นส์มีรายได้จากบริการโดยรวม 8.3 พันล้านบาท โดยสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการเป็น 629,269 ราย ทั้งหมดเป็นผลจากโปรโมชั่นที่ทำร่วมกันกับทรูมูฟ ในเอกสารยังระบุเอาไว้ในตอนท้ายด้วย โดยที่ศุภชัยยังบอกไว้ในวันงานแถลงข่าวเปลี่ยนชื่อยูบีซีมาเป็นทรูวิชั่นส์เมื่อไม่นานมานี้ว่าปีนี้ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน

หากไม่ได้ดูว่าผลประกอบการปีนี้รวมถึงปีที่ผ่านๆ มาของทรูก็ยังคงติดตัวแดง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่รายได้ก็สูงขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณคนใช้งาน และสมัครใจเป็นลูกค้าของทรูก็มากขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็นประวัติการณ์

ความโกลาหลในการเลือกใช้งานบริการของทรู ที่ยิ่งรวมกัน บางครั้งลูกค้าก็สับสนกับสิ่งที่ตนกำลังเลือกเสพ และบางครั้งผู้บริหารก็ยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายใครใช้อะไรบ้าง แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งรวมกันก็ยิ่งช่วยให้เกิดผู้ใช้หน้าใหม่มากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=57980

11/23/2552

วิขา OB เทอม 1/2552 เรื่อง SCB

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
Siam Commercial Bank Co., Ltd.
ประวัติขององค์การ
ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของคนไทยเริ่มต้นดำเนินกิจการ เมื่อปี พ.ศ.2447 (ร.ศ.123) มีที่ทำการอยู่ที่ตึกแถวของพระคลังข้างที่ ณ ตำบลบ้านหม้อ ในชื่อ “บุคคลัภย์” (BOOK CLUB) โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มดำเนินกิจการ บุคคลัภย์ได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ตั้ง “บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด” ขึ้นจากบุคคลัภย์ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของคนไทยโดยได้รับพระราชทานตราอาร์มแผ่นดินให้เป็นตราประจำธนาคาร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยกเลิก ตราอาร์มแผ่นดินเปลี่ยนเป็นตราครุฑโดยมีข้อความจารึกพิเศษว่า “ตั้งโดยพระบรมราชานุญาต” อยู่ในแถบแพรเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่นั้นมา บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัดได้ดำเนินการด้วยความเจริญรุดหน้า เป็นลำดับและขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นานนัก (พ.ศ.2482) ได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ไทย” ส่งผลให้ชื่อของสถาบัน องค์กรต่างๆที่เคยใช้คำว่า “สยาม” ต้องปรับเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ไทย” แทน เพื่อความสอดคล้องและความเหมาะสม บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด” เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ และยุคสมัยนับตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2482 โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์และกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ดำเนินกิจการรุดหน้าไปด้วยดี จนกระทั่งปี พ.ศ.2514 ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ขยายงานรองรับความเติบโตโดยย้ายสำนักงานใหญ่ จากตำบลตลาดน้อยมาอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ซึ่งเป็นถนนสายธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ ในขณะนั้น
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2518 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับสถานภาพ โดยใช้ชื่อว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)” และใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “SIAM COMMERCIAL BANK PUBLIC COMPANY LIMITED” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และในวันที่ 29 มกราคม 2539 เพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจ และนโยบายในการก้าวสู่ระดับมาตรฐานสากล ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ทำการเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บริเวณถนนรัชดาภิเษก ใกล้สี่แยกรัชโยธินอย่างเป็นทางการ
บริการของธนาคารไทยพาณิชย์ (Siam Commercial Bank: SCB)

ทาง SCB นั้น พยายามผลักดันให้เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านการเงินอย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันนั้นมีบริการทางด้านการเงินหลากหลาย เช่น
- บริการเงินฝากสกุลเงินบาท: เป็นบริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการสะสมเงินออม ซึ่งมั่นใจได้ในความปลอดภัย และได้รับผลประโยชน์ในรูปของดอกเบี้ย ประกอบด้วยบริการต่าง ๆ เช่น เงินฝากออมทรัพย์, เงินฝากเดินสะพัด, เงินฝากระยะยาว และเงินฝากประจำ เป็นต้น
- บริการเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ: เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารมีบริการรับฝากเงินตราต่างประเทศไว้ให้บริการ อย่างครบทุกประเภทบัญชี โดยเปิดให้บริการทั้งบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ ภายในประเทศและภายนอกประเทศ
- บริการเงินโอนภายในประเทศ: บริการเงินโอนเข้าบัญชีได้ทั้งบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และบัญชีของธนาคารอื่นซึ่งสามารถทำการโอนเงินได้เป็น ครั้งคราวหรือเป็นประจำทุกเดือนได้ตามความต้องการ ซึ่งบริการการโอนเงินภายในประเทศของ SCB มีหลากหลาย เช่น โอนเงินทางดร๊าฟท์ (Draft), เงินโอนเพื่อเข้าบัญชี (Transfer Account), โอนเงินเพื่อรอการจ่าย (Transfer Advice), โอนเงินข้ามเขต (Inter Region), โอนเงินรายย่อยระหว่างธนาคารผ่านเครื่อง ATM และโอนเงินในประเทศข้ามธนาคาร เป็นต้น
- บริการเงินโอนต่างประเทศ: สามารถเลือกใช้บริการโอนเงินต่างประเทศทั้งเงินโอน ต่างประเทศขาเข้าและเงินโอนต่างประเทศขาออกได้ที่สาขาของธนาคารกว่า 400 แห่ง ทั่วประเทศ โดยที่ข้อมูลการโอนเงินจะถูกส่งผ่านระบบ online เข้ามายังศูนย์กลาง เพื่อส่งไปยังผู้รับเงินได้ภายในวันเดียวกัน หรือวันรุ่งขึ้นในกรณีที่เวลาต่างกัน
- การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ: ไม่ว่าจะมีความต้องการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศ ก็สามารถเลือกใช้บริการต่างๆของธนาคารได้ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดของบริการต่างๆ เช่น บริการรับซื้อธนบัตรต่างประเทศ และบริการขายเช็คเดินทางต่างประเทศ เป็นต้น
- บัตรธนาคาร: บริการที่เพิ่มความสะดวกให้กับกับลูกค้า ช่วยประหยัดเวลาการ ติดต่อกับธนาคารในการทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งมีหลากหลาย รูปแบบประกอบด้วย บัตร ATM, บัตรเดบิต และบัตรเครดิต เป็นต้น
- สินเชื่อบุคคล: บริการที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อเพื่อนำ ไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างๆ กัน ด้วยบริการที่มีความหลาก หลาย พร้อมทั้งบริการเสริมด้านประกันภัยเพื่อเพิ่มความ มั่นใจของลูกค้า เช่น สินเชื่อเพื่อการเคหะ สินเชื่อเพื่อการอุปโภค บริโภค สินเชื่อเพื่อการลงทุน เป็นต้น
- ประกันภัย, ประกันชีวิต และประกันสุข เป็นบริการเสริมที่ธนาคารไทยพาณิชย์นำเสนอเป็นพิเศษ สำหรับท่านที่ใช้บริการสินเชื่อบุคคลของธนาคาร ซึ่งมีความ หลากหลายของบริการประกันภัยและประกันชีวิต
ในปัจจุบัน ทางธนาคารได้มีบริการ SCB Easy net และ SCB Mobile Banking ทำให้ลูกค้าสามารถผู้ใช้บริการ ในการทำรายการตรวจสอบยอดเงิน โอนเงิน ตรวจสอบโปรโมชั่น หรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือส่วนตัว
วัสัยทัศน์ (Vision)

เราจะเป็น... “ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก”

สำหรับลูกค้า: นำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ดีในระดับมาตรฐานสากล
สำหรับผู้ถือหุ้น: สร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับพนักงาน: รักษา ดึงดูด และสร้างความผูกพันของพนักงาน
สำหรับสังคม: ดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาลและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างเต็มที่

พันธกิจ (Mission)
ธนาคารที่ให้บริการครบวงจรชั้นนำของประเทศ
โดยมุ่งเน้นการให้บริการในตลาดการเงิน กลุ่มลูกค้าหลัก ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากเครือข่ายของกลุ่มไทยพาณิชย์ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเต็มที่

ค่านิยมหลัก (Core Values)
มีคุณธรรม โปร่งใส ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม ทั้งในฐานะบุคคล และองค์การ
รับผิดชอบ ยึดมั่นต่อคำสัญญา รับผิดชอบทุกการกระทำ
ทำงานเป็นทีม ให้คุณค่าต่อความร่วมแรงร่วมใจ เราะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อร่วมมือกัน

โครงสร้างองค์การ (SCB Organization Chart)
Organization as Machine


การพัฒนาอุตสาหกรรมทำให้มีการนำเครื่องจักรมาช่วยการผลิต โดยเจ้าของโรงงานต้องการผลิตสินค้าให้ได้มากที่สุดเพื่อป้อนตลาด แนวคิดการบริหารองค์การในระยะนี้เรียกว่า แนวคิดแบบคลาสสิก (Classical Approach) ซึ่งเปรียบเทียบการทำงานในองค์การเหมือนการทำงานของเครื่องจักร การทำงานจะมีกระบวนการทำงานแบบง่ายๆ ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่โดยเฉพาะของตนเองและต้องทำงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน องค์การให้ความสำคัญกับความชำนาญเฉพาะด้านมากขึ้น ตามแนวคิดของ Adam Smith ที่ได้เสนอเรื่องการแบ่งงานกันทำ แนวคิดการบริหารองค์การแบบนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารระหว่างพนักงานภายในองค์การ โดยพิจารณาเห็นว่าพนักงานควรสื่อสารเฉพาะเรื่องงาน เพื่อที่จะสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากแนวคิดนี้ ยังมีทฤษฎีการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ของ Frederick Taylor, ทฤษฎีบริหารจัดการของ Henri Fayol และการบริหารแบบ Bureaucracy ของ Max Weber อีกด้วย


 องค์การมีโครงสร้างอย่างชัดเจนและมีลำดับขั้นการบริหารงานอย่างเป็นทางการ การสื่อสารจะไหลเป็นแนวดิ่งจากบนลงล่างเพื่อนำคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา การสื่อสารระหว่างพนักงานในลำดับเดียวกันต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา
 องค์การมีการบริหารงานโดยกำหนดลำดับขั้นอย่างชัดเจน มีการแบ่งงาน มีการรวมศูนย์การตัดสินใจและรวมศูนย์อำนาจ มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
 ผู้จัดการจัดระบบการทำงานให้เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อให้พนักงานทำงานมีประสิทธิผลสูงสุด ในเวลาที่น้อยที่สุด


แนวคิด

ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีลักษณะโครงสร้างการบริหารงานสอดคล้องกับการบริหารแบบ Bureaucracy ดังนี้
1. มีการจัดวางโครงสร้างอย่างเป็นระเบียบ เป็นทางการ และมีการจัดลำดับขั้นของสายการบังคับบัญชาภายในองค์การในลักษณะที่ชัดเจน และลดหลั่นกันลงไปในรูปแบบของ Pyramid โดยมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้บริหาร เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์การ นอกจากนี้ มีการกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ออกเป็นส่วนๆ ตามสายบังคับบัญชาอย่างชัดเจน ดังรูป

รูปที่ 1: โครงสร้างองค์การแบบย่อของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้หากพิจารณาตามหลักการบริหารจัดการของ Henri Fayol พบว่า ในแต่ละหน่วยงาน หรือในแต่ละส่วน มีการแบ่งหน้าที่การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน โดยมีการแบ่งกลุ่มงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกัน หรือประเภทเดียวกัน เอาไว้ด้วยกัน
2. ภายในองค์การ จัดให้มีการบันทึกเกี่ยวกับการดำเนินงาน มีการกำหนดข้อบังคับและกฎระเบียบการปฏิบัติต่างๆ ภายในองค์การ เช่น
- เรื่องของการบันทึกเวลาในการเข้า/ ออก ธนาคารของพนักงาน โดยใช้แถบแม่เหล็กที่ติดอยู่กับบัตรพนักงาน แตะกับเครื่องบันทึกเวลาที่ธนาคารได้เตรียมไว้ และมีการรายงานเวลาเข้า/ ออก ธนาคารให้กับผู้บังคับบัญชาตามสายงาน ทุกเดือน
- การลางาน, การสั่งซื้อเครื่องแบบพนักงาน, การสั่งอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน, การขอใช้สิทธิในเรื่องของสวัสดิการและเงินช่วยเหลือ, การยื่นเรื่องร้องทุกข์ เป็นต้น จำเป็นต้องมีแบบฟอร์มในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร และได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนทำการเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังเพื่อให้พนักงานภายในองค์การเกิดความเป็นระเบียบ เกิดบรรทัดฐานเดียวกัน ในการปฏิบัติงาน
3. ธนาคารมีนโยบายในการให้พนักงานแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งระบุไว้อย่างเป็นทางการในกฎระเบียบข้อบังคับ และจรรยาบรรณ ของธนาคาร โดยระบุว่า ในการปฏิบัติงานนั้น พนักงานต้องปฏิบัติงานในฐานะของพนักงานอย่างดีที่สุด ไม่แบ่งเวลางานไปกับเรื่องส่วนตัว ซึ่งจะส่งผลให้งานไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เช่น ธนาคารจะไม่อนุญาตให้พนักงานใช้ Internet สำหรับการรับ/ ส่ง E-mail กับบุคคลภายนอก หรือเพื่อการท่อง Internet อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน โดยเด็ดขาด
แต่ในทางกลับกัน ธนาคารได้อนุญาตให้พนักงานสามารถปฏิบัติภารกิจส่วนตัวที่จำเป็น ได้ในบางโอกาส เช่น พนักงานสามารถลางานได้เท่าที่จำเป็นในกรณีต่างๆ ดังนี้ ลาป่วย, ลาเพื่อทำหมัน, ลากิจ, ลาเพื่อรับราชการทหาร, ลาเพื่อการฝึกอบรม, ลาคลอด, ลาอุปสมบท เป็นต้น
4.ธนาคารมีการกำหนด Job Description ในแต่ละตำแหน่งงานอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานเข้าใจหน้าที่และความรับผิดชอบของตน นอกจากนี้ยังใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ อีกทั้งสำหรับการเลื่อนตำแหน่งงานนั้น ธนาคารได้มีมาตรฐานโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ ผลงาน และคุณสมบัติทางเทคนิค ของพนักงานเป็นสำคัญ
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เน้นในเรื่องของความละเอียดรอบคอบ ความน่าเชื่อถือ และผลงานที่มีประสิทธิผล จึงทำให้ลักษณะการทำงานของพนักงานมีลักษณะที่เป็นระบบ เป็นทางการ และมีกฎระเบียบข้อบังคับ นอกจากนี้โครงสร้างองค์การและสายการบังคับบัญชายังมีลักษณะที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่โดยยึดหลักของทักษะและความชำนาญเฉพาะด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสรุปได้ว่า การบริหารจัดการของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นลักษณะองค์การแบบเครื่องจักรโดยสมบูรณ์ เนื่องจากลักษณะของ Bureaucracy ขององค์การนั้น ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีลักษณะที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้บริหารคำนึงถึงพนักงานมากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจในการตัดสินใจและมอบหมายความรับผิดชอบ รวมถึงงานที่ท้าทายให้กับพนักงานในระดับต่ำกว่ามากขึ้น, การเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีการสื่อสารจากล่างขึ้นบนและแนบราบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ และมีการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้และทักษะหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะสามารถทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถทำงานทดแทนส่วนอื่นๆ ได้หากเกิดความจำเป็น ซึ่งต่างจากการทำงานของเครื่องจักร ที่เมื่อฟันเฟืองใดหายไปหรือชำรุด จะทำให้งานหยุดชะงักและไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้

ข้อเสนอแนะ :
ธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ในสังคมไทยนั้น แต่เดิมจำเป็นต้องมีการควบคุมด้วยกฎระเบียบข้อบังคับเป็นเบื้องต้น แต่เมื่อสภาพแวดล้อม สังคมแปรเปลี่ยนไปทำให้คนในสังคมมีพัฒนาการทางความคิด คือ สามารถควบคุมตนเองได้ดีมากยิ่งขึ้น การบังคับบัญชา กฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ก็ย่อมต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้มากยิ่งด้วยเช่นกัน ดังนั้น ประเด็นที่ธนาคารควรปรับปรุงมีดังนี้
1. ธนาคารควรปรับโครงสร้างให้เป็นแนวราบ (Flat Organization) มากยิ่งขึ้น เพื่อลดลำดับขั้น การบังคับบัญชา และลำดับขั้นการสื่อสาร อันก่อให้เกิดการส่งต่อข้อมูลได้รวดเร็ว พร้อมทั้ง ลดบรรยากาศการถูกควบคุมจากระดับบังคับบัญชา ซึ่งการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น และบรรยากาศการทำงานที่สร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความไว้วางใจที่ธนาคารมอบให้ จะทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงบรรยากาศจะกระตุ้นให้พนักงานเกิดความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เมื่อสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร การบริหารจัดการและพนักงานเกิดขวัญกำลังใจ ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธนาคารสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจาก สภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม
2. นอกจากการปรับโครงสร้างให้เป็นแนวราบมากยิ่งขึ้นแล้วนั้น ธนาคารควรดำเนินนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถบุคลากรให้เกิดความสามารถและทักษะที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การจัดทำ Jobs Rotation หรือ Cross functional team training เพื่อเกิดการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รับรู้บรรยากาศการทำงานที่แตกต่างหลากหลาย ยอมรับปรับเปลี่ยนค่านิยมในการทำงานที่แตกต่าง และหล่อหลอมให้เกิดค่านิยมตามที่ต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงยอมรับปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อการดำรงอยู่ได้ง่าย สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไม่ว่าธนาคารตกอยู่ในสถานการณ์ใด บุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรจะมีความสามารถปรับตัวรองรับเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายตามที่ได้เสนอแนะไว้นั้น ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ครบถ้วนทุกหน่วยงาน ทั้งภายในและระหว่างหน่วยงานให้ทั่วทั้งองค์กร แม้ในระยะเริ่มต้นหากได้รับ แรงต้าน ธนาคารต้องยึดมั่นในนโยบาย และใช้แนวทางการสื่อสารทำความเข้าใจให้พนักงานรับทราบ ถึงความสำคัญและความจำเป็น ซึ่งเป็นประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคต พร้อมหาตัวแทนพนักงานที่เข้าใจมาดำเนินการร่วมเป็นตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจไปสู่พนักงานส่วนต่างๆ ได้ในทิศทางเดียวกัน


Organization as Organisms


ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและมีความไม่แน่นอน องค์การจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันตามความเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อให้องค์การอยู่รอด การจัดองค์การแบบ Mechanistic Organization จึงไม่เหมาะสมเพราะมีข้อเสียอยู่ในหลายจุด เช่น ความล่าช้าในการติดต่อสื่อสาร ขาดความยืดหยุ่น เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักทฤษฎีต่างๆ เริ่มหันมาศึกษารูปแบบการจัดการแบบใหม่เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันทางธุรกิจ จึงทำให้เกิดแนวคิดการจัดการองค์กรแบบสิ่งมีชีวิต (Organization as Organisms) ขึ้นมา เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า มีความยืดหยุ่นมากกว่าและเหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป


 ให้ความสำคัญกับคน เน้นการทำความเข้าใจถึงความต้องการของคนในองค์กร และตอบสนองให้ตรงตามความต้องการเพื่อให้คนเกิดแรงจูงใจในการทำงาน
 องค์กรคือระบบเปิด มุ่งเน้นความสำคัญของสภาพแวดล้อมขององค์การ ซึ่งในการวิเคราะห์องค์การนั้นควรนำสิ่งแวดล้อมขององค์การมาพิจารณาด้วย
 มีการปรับเปลี่ยนองค์กรตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป (Contingency Theory)


แนวคิด


ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีนโยบายว่า พนักงานใหม่ที่เข้ามาทำงานในธนาคารนั้น ภายใน 1 เดือน พนักงานต้องเข้ารับการปฐมนิเทศที่ของทางธนาคารเป็นเวลา 1 วัน และหลังจากนั้น พนักงานต้องเข้าร่วมกิจกรรม Team Building ที่ทางสายฝึกอบรม กลุ่มทรัพยากรบุคคล จัดขึ้น ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจและวัฒนธรรมของทางธนาคาร รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานที่เข้าใหม่ได้เรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมของพนักงาน (Friendship Groups) และสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังมีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้บริหารซึ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ลดความห่างเหินระหว่างผู้บังคับบัญชากับพนักงาน รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารจากล่างขึ้นบนอีกด้วย ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะขององค์การแบบสิ่งมีชีวิต ตามแนวคิดของ W. Richard Scott ที่กล่าวว่า องค์การแบบสิ่งมีชีวิตมีลักษณะของโครงสร้างแบบไม่เป็นทางการ นั่นคือ มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มเพื่อน รวมทั้งมีการปฏิสัมพันธ์แบบไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ จากวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า “เราจะเป็น...ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก” จะเห็นได้ว่าหนึ่งในวิสัยทัศน์นั้น ธนาคารได้ให้ความสำคัญในด้านความเป็นมนุษย์และคำนึงถึงความต้องการของพนักงานมากขึ้น โดยหากพิจารณาการตอบสนองความต้องการของพนักงานที่ทางธนาคารจัดขึ้น ตามแนวคิด Hierarchy of Needs ของ Abraham Maslow นั้น สามารถพิจารณาได้ดังนี้

ความต้องการขั้นที่ 1: ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ (Physiological Needs)
- เงินเดือน/ ค่าจ้าง ที่มีความเหมาะสมและอยู่ในระดับที่พนักงานพึงพอใจ
- สวัสดิการต่างๆ เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี, ค่ารักษาพยาบาล, การจัด Boot ให้พนักงานซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ในราคาที่ถูกกว่าในท้องตลาด

ความต้องการขั้นที่ 2: ความต้องการในความมั่นคง ปลอดภัย (Safety Needs)
- สวัสดิการในส่วนของประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิตที่ทางธนาคารมีให้กับพนักงานทุกคน และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ธนาคารจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันให้กับพนักงานและครอบครัว เมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต
- การเป็นองค์การที่มีความมั่นคงสูง เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของทางธนาคารนั้นคือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จึงทำให้พนักงานรู้สึกมีความมั่นคงในการทำงาน
- ภายในสถานที่ทำงาน ธนาคารมีการแจ้งและอธิบายเส้นทางหนีไฟและข้อปฏิบัติเมื่อเกิดแผนดินไหวให้พนักงานรับทราบ รวมถึงมีการซ้อมหนีไฟและตรวจสภาพของเครื่องมือที่ใช้เมื่อเกิดอัคคีภัยเป็นประจำทุกปี ซึ่งเหตุผลหนึ่งคือ เพื่อให้พนักงานเกิดความมั่นใจว่า เมื่อประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว พนักงานจะมีความปลอดภัยในชีวิตการทำงาน

ความต้องการขั้นที่ 3: ความต้องการสังคม (Social Needs)
- ธนาคารมีการจัดกิจกรรมพิเศษ เช่น SCB Rally, SCB Family Day, All SCB Games เพื่อให้พนักงานของธนาคารได้กิจกรรมร่วมกัน พัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมของพนักงาน
- เพื่อให้พนักงานสามารถทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ทั้งในหน่วยงานหรือต่างหน่วยงาน ธนาคารจึงได้มีการจัดทำชุมชนออนไลน์ ที่เรียกว่า SCB Space ขึ้น ที่มีลักษณะคล้าย Hi5 หรือ MySpace ซึ่งเปิดกว้างให้พนักงานทุกคนแสดงความเป็นตัวของตัวเอง แบ่งปันเรื่องราว รูปภาพ พูดคุยอภิปราย หรือสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ดนตรี กีฬา หรืองานอดิเรก เป็นต้น

ความต้องการขั้นที่ 4: ความต้องการการยกย่องและเป็นที่ยอมรับ (Esteem Needs)
- ธนาคารได้มีการจัดทำโครงการ VOE (Voice of the Employee) เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อวัดระดับความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) ที่มีต่อองค์การ โดยทำการสำรวจปีละ 2 ครั้งคือ เดือนกุมภาพันธ์ และเดือนสิงหาคม ของทุกปี ซึ่งโครงการดังกล่าวทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกว่า ธนาคารได้ให้ความสำคัญในความต้องการและให้การยอมรับในความคิดเห็นของพนักงานแต่ละบุคคล
- ธนาคารไทยพาณิชย์ในแต่ละสาขานั้น มีการประกาศพนักงานธนกิจดีเด่นประจำเดือน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานในระดับปฏิบัติการเกิดภาคความภูมิใจ อันจะก่อให้เกิดกำลังใจในการทำงาน และให้พนักงานรู้สึกว่าทางสาขานั้น ได้ให้การยอมรับนับถือ ในความสามารถของพนักงาน และนอกจากนั้น ในสาขาที่ทำยอดขายติดต่อกัน 3 เดือนจนได้ในระดับ World Class ที่ธนาคารตั้งไว้ ชื่อและรูปของผู้จัดการสาขาจะได้ขึ้นบอร์ดในชั้นของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการจูงใจให้ผู้จัดการสาขาเกิดความรู้สึกว่า ได้รับการยอมรับและการยกย่องจาก ผู้บริหารระดับสูงและจากธนาคาร

ความต้องการขั้นที่ 5: ความต้องการความสำเร็จสูงสุด (Self-Actualization Needs)
- ธนาคารได้จัดให้มีการพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการให้กับผู้บริหารในแต่ละระดับ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารทีมงาน การบริหารผลการปฏิบัติงาน การให้คำชี้แนะและทักษะในการเป็นผู้นำ ซึ่งผู้บริหารสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแล ให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทางธนาคารยังให้มีการเสนอชื่อพนักงาน เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในหลักสูตรบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหารและหลักสูตรการจัดการของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งได้แก่ สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์ (Sasin) เป็นต้น
ซึ่งลำดับความต้องการขั้นที่ 1-3 ของ Maslow เปรียบได้กับปัจจัยด้านสุขอนามัย (Hygiene Factor) ของ Herzberg ซึ่งเป็นปัจจัยที่องค์การจะต้องจัดให้แก่พนักงาน ถ้าองค์การไม่ตอบสนองความต้องการเหล่านี้ พนักงานจะรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจนำไปสู่การเกิดปัญหาในการทำงาน แต่หากพนักงานได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านนี้ก็จะได้รับการปลดปล่อยจากความไม่พอใจ และประกอบการงานของตนตามปกติวิสัยต่อไป และในลำดับขั้นความต้องการที่ 4-5 ของ Maslow เปรียบได้กับปัจจัยจูงใจ (Motivation Factor) ของ Herzberg ซึ่งเป็นปัจจัยที่องค์การควรมอบให้พนักงาน เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้พนักงานเกิดความกระตือรือร้น และรู้สึกพึงพอใจต่อองค์การของตน รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความต้องการของพนักงาน ทั้ง Hygiene Factor และ Motivation Factor
 ในการดำเนินธุรกิจและการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของทางธนาคารนั้น ทางธนาคารจะต้องทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่องค์การดำรงอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทั่วไป (General Environment) คือ เศรษฐกิจ (เงินเฟ้อและเงินฝืด) สังคม (รูปแบบการใช้เงินของประชาชน) เทคโนโลยี (ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสาร) การเมือง (นโยบายของรัฐบาล) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อองค์การโดยตรง (Task Environment) นั่นคือ ความต้องการของลูกค้า คู่แข่ง รวมถึงวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment) ถึงความพร้อมทางด้านการเงิน การตลาด และทรัพยากรมนุษย์ของธนาคาร ซึ่งการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นการมององค์การแบบระบบเปิด คือ เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอก หรือเป็นระบบที่มีปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมภาพนอกเพื่อความอยู่รอด จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและดำเนินการบนความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม จึงได้มีการวิเคราะห์วิเคราะห์ในสถานการณ์ที่องค์การเผชิญอยู่ เพื่อการปรับตัว (Adaptation) ให้เหมาะสมพอดี (Good fit) กับสถานการณ์ต่างๆนั้น ตามแนวคิดทฤษฎีตามสถานการณ์ (The Contingency Theory) ดังจะเห็นได้ในปลายปี พ.ศ. 2544 ที่ธนาคารได้ริเริ่ม “โครงการปรับปรุงธนาคาร” (Change Program) เพื่อวางแผนปรับปรุงรากฐาน, กลยุทธ์ และแผนงานของธนาคารอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของธนาคารให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นธนาคารที่ให้บริการครบวงจรชั้นนำของประเทศ โดยธนาคารได้ริเริ่มโครงการในระยะที่ 1 ในปี พ.ศ. 2544 – 2546 ซึ่งมุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 – 2548 ธนาคารได้เข้าสู่โครงการในระยะที่ 2 โดยมีจุดหมายหลักในการสร้างความเติบโตในทุกๆ ด้าน และในปี 2549 ธนาคารได้เดินหน้าเข้าสู่โครงการระยะที่ 3 ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างความแตกต่าง โดยธนาคารยังคงเน้นย้ำถึงการสร้างธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น และสร้างพนักงานให้แข็งแกร่งและมีความสามารถขึ้น

ข้อเสนอแนะ :
ธนาคารควรมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น และมีการปรับโครงสร้างให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยคำนึงถึงผลงานมากกว่ากฎ ระเบียบ และเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้พนักงานได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องผ่านโครงสร้างสายการบังคับบัญชาในรูปแบบที่เป็นทางการ




























Organization as Brains


จาก “สภาพแวดล้อมกำหนด” สู่การ “กำหนดสภาพแวดล้อม” โดยองค์การสามารถเรียนรู้ คิด และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทุกอย่าง หรือองค์การสามารถคิดและตัดสินใจแตกต่างจากคนอื่นได้ การทำงานของสมองสามารถเรียนรู้และทำงานทดแทนกันได้ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องจักรที่ หากขาดหายไปบางส่วนก็ไม่สามารถทำงานต่อไปได้


 Self-Organization คือ เป็นองค์การที่มีความสามารถในการทำงานอย่างอิสระ มีการตอบสนองต่อปัญหาหรือความต้องการของลูกค้า เพื่อให้องค์กรบรรลุสู่เป้าหมาย โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บริหารรวมทั้งมีการพัฒนาและบริหารตนเอง
 Organization Learning กระบวนการในการเพิ่มความสามารถขององค์การในการพัฒนาความรู้ และความเข้าใจในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การดำเนินการขององค์การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
 Double – Loop Learning มีการตรวจสอบข้อผิดพลาด และมีการทบทวนปรับปรุงการปฏิบัติ
 เน้นการสร้างความสามารถและการเรียนรู้ทำให้เกิด Organization Intelligence คือ ทั่วทั้งองค์กรสามารถรับ Intelligence ขององค์กรทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เน้นการทำให้ส่วนย่อยสะท้อนความเป็นองค์กรทั้งหมด



แนวคิด




ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีลักษณะขององค์การเปรียบเสมือนสมองในเรื่องของการส่งเสริมให้องค์การมีระบบการจัดการด้วยตนเอง ตามรูปแบบของ Holographic โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้

หลักการที่ 1 Built the “whole” in the all the “Part” (ให้ความสำคัญในเรื่องของความสามารถที่เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ) โดยการมุ่งที่วัฒนธรรมร่วม ระบบข้อมูลข่าวสารโครงสร้างระเบียบ และกฎเกณฑ์
1. Corporate DNA คือ การบรรจุวิสัยทัศน์ ค่านิยม วัฒนธรรม ความรู้สึก และเป้าหมายขององค์การ ให้แก่ตัวพนักงานในองค์การ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมขององค์การทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) พยายามมุ่งเน้นสร้าง DNA ขององค์การ โดยใส่เข้าไปยังตัวของพนักงานทั้งความรู้สึก นึกคิด ซึ่งมีเป้าหมายให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งเสมือนสายพันธุ์ขององค์การ โดยเริ่มจาก การให้พนักงานรับรู้ในเรื่องของเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และค่านิยมหลักของทางธนาคาร เพื่อเป็นการสร้างขีดความสามารถของพนักงานทั้งหมดในธนาคาร ให้เป็นไปในทิศทางที่ธนาคารต้องการ
2. Network Intelligence คือ การสร้างสารสนเทศอันเหมาะสมต่อองค์การ โดยธนาคารต้องการให้มีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลา ดังนั้นทางธนาคารจึงได้จัดให้มีระบบ Intranet ภายในธนาคาร เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ระหว่างสมาชิกในองค์กร หรือใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน ซึ่งจะช่วยให้การติดต่อประสานงานมีประสิทธิภาพ สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
3. Holographic structure that reproduce themselves คือ การสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ โดยทางธนาคารมีการขยายสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ ไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย พร้อมทั้งจัดให้มีพนักงานธนกิจ พนักงานสินเชื่อ และผู้จัดการสาขา ที่เป็นคนในภูมิภาคนั้น เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสามารถเข้าถึงลูกค้าและให้บริการได้รวดเร็วมากขึ้น
4. Holistic teams and diversified roles คือ การสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพ มีการแบ่งหน้าที่กันเปรียบเสมือนการทำงานของสมอง โดยสามารถปรับเปลี่ยนทดแทนส่วนที่ขาดหายแก่กันได้ ซึ่งการทำงานของพนักงานในปัจจุบัน มีลักษณะการทำงานในลักษณะทีมข้ามสายงานค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น การจัด Project Groups เพื่อร่วมทำงานใน Project ของ HRIS ซึ่งเป็นหนึ่งใน Change Program II ของธนาคาร โดยมีพนักงานจากหน่วยงานของ Programmer, Helpdesk และ HR ซึ่งสมาชิกในทีมมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของ Project และขอบเขตการดำเนินงานเป็นอย่างดี รวมไปถึงสามารถทำงานทดแทนกันได้แม้ว่าจะขาดสมาชิกคนใดคนหนึ่งไป

หลักการที่ 2 The Importance of Redundancy (ความสำคัญของการมีมากเกินความจำเป็น)
การมีหน้าที่งานในบางส่วนของเจ้าหน้าที่ธนกิจและพนักงานสินเชื่อที่มีความซ้ำซ้อนกัน คือ การผลักดันสินค้าที่เกี่ยวกับสินเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งหากพิจารณาตามบทบาทการทำงานแล้วพบว่า งานดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงของพนักงานสินเชื่อ แต่ทั้งนี้ผู้บริหารได้พิจารณาแล้วว่า ภาระงานของเจ้าหน้าที่ธนกิจก็มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าไปให้ความรู้และบริการลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของทางธนาคารอยู่แล้ว ก็ควรจะเพิ่มคุณค่าในงานด้วยการช่วยผลักดันสินค้าที่เกี่ยวกับสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภคอีกช่องทางหนึ่ง

หลักการที่ 3 Requisite Variety (ความจำเป็นที่หลากหลาย)
ความหลากหลายสำหรับองค์การนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพร้อมรับต่อความซับซ้อนและความเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าเป็นหลักของ Cybernetic ที่เกี่ยวกับความท้าทายในการจัดการกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อน ฉะนั้นจึงต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ ซึ่งทาง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้มองในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้
- สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ: ทางธนาคารได้มองในเรื่องของความต้องการของลูกค้า โดยทางธนาคารได้พยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ด้านการเงิน ให้มีความเหมาะสมต่อความต้องการและสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น SCB Easy Net (การใช้บริการธนาคารผ่าน Internet) เป็นการคิดในเรื่องของสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกี่ยวกับ การใช้งาน Internet และความต้องการความรวดเร็วในการใช้บริการ จึงทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ขึ้นมา
- การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์การมีการบริการ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที โดยทีมงานมีความรู้ทักษะมีความสามารถ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาความรู้ และทักษะอยู่เสมอ

หลักการที่ 4 Minimum Spec (การมีหลักเกณฑ์น้อยที่สุด)
ระบบมักต้องการอิสระในการพัฒนา เพื่อที่จะสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ โดยผู้บริหารควรหลีกเลี่ยงการเป็นผู้บงการ แต่ควรปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดบรรยากาศของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แทน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงในเรื่องของการเรียนรู้แบบ Double Loop อันเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการตรวจพบข้อผิดพลาด และมีการทบทวนปรับปรุงนโยบาย หรือวัตถุประสงค์องค์การ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแนวทางการดำเนินงาน หรือเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น


รูปที่ 2: กระบวนการเรียนรู้แบบ Double Loop

จากการเรียนรู้ในลักษณะเช่นนี้ เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ของทางธนาคารที่สอดคล้อง มีดังนี้
- การที่ธนาคารถูก Hack ข้อมูล 3 ครั้งคือ ในวันที่ 25 สิงหาคม, วันที่ 5 ตุลาคม และวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ทำให้ธนาคารต้องทำการปรับปรุงนโยบายในการป้องกันข้อมูลของทางธนาคารใหม่ โดยการจ้างบริษัท Oracle ให้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการวางระบบของทางธนาคาร รวมถึงการอบรมพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบสารสนเทศ
- การที่ธนาคารออกกฎระเบียบให้พนักงานทุกหน่วยงานมีการทำตารางวันลาพักร้อนประจำปี อีกทั้งในกรณีที่พนักงานหน่วยงานใดปฏิบัติงานในลักษณะที่ต้องติดต่อกับลูกค้าโดยตรง ในหนึ่งปีพนักงานหน่วยงานนั้นจะต้องลาพักร้อนติดต่อกัน 3 วันทำการ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และพนักงานในหน่วยงานใดที่ต้องปฏิบัติงานในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง ทางธนาคารได้กำหนดให้ในหนึ่งปีพนักงานหน่วยงานนั้นจะต้องลาพักร้อนติดต่อกัน 5 วันทำการ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาดังนี้
- เนื่องจากผู้บังคับบัญชาบางหน่วยงาน ไม่อนุญาตให้พนักงานลาพักร้อน เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ผลิตผลของหน่วยงานลดลง เพราะฉะนั้นการกำหนดให้ทำตารางวันลาพักร้อนประจำปี จะทำให้พนักงานในหน่วยงานดังกล่าว สามารถลาพักผ่อนได้ โดยผู้บังคับบัญชาไม่มีสิทธิ์คัดค้าน
- การกำหนดตารางวันลาพักร้อนประจำปี ทำให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานทราบได้ว่าพนักงานในหน่วยงานของตน จะทำการลาเมื่อใด เพื่อจะได้ทำการบริหารงานและหาพนักงานทดแทนได้เหมาะสม
- เพื่อป้องกันการโกง (Fraud) ของพนักงาน เนื่องจาก แต่เดิมมีกรณีที่พนักงานธนกิจประจำสาขาที่ลักษณะงานเกี่ยวข้องกับตัวเงินโดยตรง ไม่ได้ทำการลาพักร้อนประจำปีเลยสักครั้ง ซึ่งสาเหตุหลักนั้น ไม่ได้มาจากการที่พนักงานขยันขันแข็ง แต่เกิดจากการที่พนักงานได้ทำการหยิบเงินของทางสาขาไปทำการหมุน และนำมาใส่กลับเมื่อเงินเดือนของตนออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ให้พนักงานที่เกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง ทำการลาพนักงาน 5 วันทำการ และให้พนักงานคนอื่นปฏิบัติงานทดแทนพนักงานที่ลาไปนั้น เหตุผลหนึ่งก็เพื่อทำการตรวจสอบการโกงของพนักงานด้วย
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า นอกจากการเรียนรู้แบบ Double Loop จะช่วยเรื่องการสร้างนวัตกรรมสู่องค์การแล้ว ยังมีในเรื่องของการนำการเรียนรู้เช่นนี้ มาใช้กับออกกฎระเบียบ และการสร้างมาตรฐานการทำงานแบบใหม่ เพื่อก่อให้เกิดจิตสำนึกและการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

หลักการที่ 5 Learning to learn (เรียนรู้ที่จะเรียน)
เป็นแนวทางในการบริหารจัดการตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีการเรียนรู้แบบ Double Loop และยอมรับบรรทัดฐานที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมขององค์การที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผลจากการเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด โดยได้เน้นที่การตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ยังมีการประสานงานกันเป็นทีม มีการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ทัศนคติกันตลอดเวลา ทั้งจากสำนักงานใหญ่ที่รัชโยธิน และและสำนักงานเขตอื่นๆ ที่เป็นสาขาของธนาคาร

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นองค์การหนึ่งที่เปรียบเสมือนสมอง มีการทำงานแบ่งแยกกันเป็นสัดส่วน เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุงแก้ไข สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และกระบวนการทำงานทีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด




ข้อเสนอแนะ :
ธนาคารควรกระตุ้นและส่งเสริมให้พนักงานได้มีการพัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการคิดค้น สิ่งใหม่ ๆ หรือวิธีการในการทำงานเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ตลอดจนปลูกฝังให้พนักงานเกิดจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับการเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


Organization as Culture


ประเทศต่าง ๆ จะมีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมประเพณีเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง องค์การก็เช่นเดียวกัน จะมีวัฒนธรรมองค์การที่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์การได้ วัฒนธรรมองค์การจะสร้างประโยชน์หรือคุณค่าให้แก่องค์การนั้น ๆ เช่น วัฒนธรรมในการมุ่งสร้างคุณภาพ วัฒนธรรมในการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมองค์การบางอย่างก็ทำให้เกิดจุดอ่อนแก่องค์การนั้น ๆ ได้ เช่น วัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม วัฒนธรรมการทำงานแบบมุ่งให้บุคลากรมีการแข่งขันกันมากจนเกินไป จนองค์การเกิดความระส่ำระสาย เป็นต้น


 วัฒนธรรมองค์การแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ส่วนที่มองเห็นได้ (Artifacts) ส่วนที่มีการประกาศออกมา (Espoused values) และสมมติฐานที่ซ่อนเร้น (Underlying assumption) และมักจะพบความไม่ลงรอยกันระหว่าง ส่วนที่มีการประกาศออกมา (Espoused values) กับส่วนที่มองเห็นได้ (Artifacts) ซึ่งการจะเข้าใจอย่างแท้จริงต้องทำความเข้าใจที่สมมติฐานที่ซ่อนเร้น (Underlying assumption) ที่สมาชิกในองค์การใช้สร้างโครงสร้างแห่งความเป็นจริงของพวกเขา

 คนในวัฒนธรรมหนึ่งๆ แม้จะมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็มีลักษณะร่วมบางอย่างอยู่เช่นเดียวกับ องค์การ



แนวคิด



ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการสร้างวัฒนธรรมองค์การอย่างเห็นได้ชัด ผ่านทางค่านิยมหลักของธนาคาร และมีการสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานในองค์การ ทำให้วัฒนธรรมองค์การค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของพนักงาน นำไปสู่การปรับตัวและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ

การวิเคราะห์วัฒนธรรมองค์การตามแนวคิดของ Edgar Schein
ตามแนวคิดนี้ ได้แบ่งวัฒนธรรมองค์การออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
1. ส่วนที่มองเห็นได้ (Artifacts) ได้แก่ โครงสร้างองค์กรของทางบริษัท กระบวนการทำงาน การผลิตสินค้า
2. ส่วนที่มีการประกาศออกมา (Espoused values) ได้แก่ กลยุทธ์ เป้าหมาย พันธกิจ วิสัยทัศน์ ที่องค์การได้มีการประกาศออกมา
3. สมมติฐานที่ซ่อนเร้น (Underlying assumption) เป็นระดับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน เป็นสิ่งที่สมาชิกแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ ทัศนคติในการทำงาน ความเชื่อ ความรู้ ความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับองค์กรที่พนักงานรับรู้และแสดงออกมา

ซึ่งในการวิเคราะห์วัฒนธรรมองค์การตามแนวความคิดนี้ สามารถทำได้ดังนี้

1. ส่วนที่มองเห็นได้ (Artifacts)
เมื่อวิเคราะห์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะพบว่าส่วนที่บุคคลภายนอกสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ว่าเป็นบุคลากรของทางธนาคารคือ
- ตราของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

- เครื่องแบบของพนักงาน ที่พนักงานหญิงใส่เสื้อเชิ้ตลายทางสีม่วงอ่อน และใส่ชุดสูทสีม่วงทั้งชุด ในส่วนของพนักงานชายใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว เนคไทสีสลับกันระหว่างแดง,น้ำตาล และสีกรม หรือเนคไทสีแดงลายจุด และใส่ชุดสูทสีเทา
ซึ่งเครื่องแบบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เมื่อบุคคลภายนอกเห็น สามารถรับรู้ได้ทันที
- จากวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่กล่าวว่า “เราจะเป็น...ธนาคารที่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคมเลือก” นั้นทำให้พนักงานของธนาคารไทยพาณิชย์มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่าธนาคารอื่น คือ การให้บริการด้วยรอยยิ้ม มีมนุษยสัมพันธ์ดี

2. ส่วนที่มีการประกาศออกมา (Espoused values)
ส่วนที่ธนาคารได้ประกาศออกมาให้กับพนักงานของธนาคารรับรู้นั้น ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ วิสัยทัศน์ (Vision) และค่านิยมหลัก (Core Values) ของทางธนาคาร ที่ทางธนาคารได้มีการทำบัตรค่านิยมหลักที่เรียกว่า “Core Values Card” โดยมีทั้งแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้พนักงานพกติดตัวไว้ตลอดเวลาซึ่งพนักงานมักนิยมนำไปใส่ไว้บริเวณด้านหลังบัตรพนักงาน เพื่อเป็นการคำนึงถึงจิตสำนึกที่ดีในการทำงาน


3. สมมติฐานที่ซ่อนเร้น (Underlying assumption)
หากวิเคราะห์ในสิ่งที่พนักงานของธนาคารได้แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การมีพนักงานมีทัศนคติ และความภาคภูมิใจในการเป็นพนักงานของทางธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจาก ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของทางธนาคารไทยพาณิชย์คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ โดยเปรียบเสมือนว่าตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์การที่เป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งผลที่ได้จากความภาคภูมิใจนั้น ทำให้พนักงานของทางธนาคารพยายามทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ และงานที่ได้รับมอบหมาย อย่างเต็มความสามารถ

รูปแบบวัฒนธรรมขององค์การ
ถ้าจัดค่านิยมขององค์การ กลยุทธ์องค์การ และบริบทแวดล้อมภายนอกได้เหมาะสมแล้ว จะเกิดวัฒนธรรมองค์การขึ้น 4 แบบ ดังรูป โดยความแตกต่างของวัฒนธรรมทั้งสี่มาจาก 2 มิติ ได้แก่
1. ระดับของเงื่อนไขภาวะแวดล้อมภายนอกว่าต้องการความยืดหยุ่น (Flexibility) หรือความมั่นคง (Stability) มากน้อยแค่ไหน
2. ระดับของเงื่อนไขด้านกลยุทธ์ว่าต้องการเน้นการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายใน (Internal) หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก (External) มากน้อยกว่ากัน


รูปที่ 3: รูปแบบของวัฒนธรรมองค์การ

ซึ่งจากความแตกต่างทั้ง 2 มิตินั้น ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์การขึ้น 4 แบบ โดยแต่ละแบบมุ่งเน้นค่านิยมที่ต่างกัน ได้แก่ วัฒนธรรมแบบเครือญาติ (Clan culture) วัฒนธรรมแบบปรับตัว (Adhocracy culture) วัฒนธรรมแบบตลาด (Market culture) และวัฒนธรรมแบบลำดับขั้น (Hierarchy culture) โดยองค์กรหนึ่ง ๆ อาจมีวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าหนึ่งแบบหรืออาจครบทุกแบบก็ได้ อย่างไรก็ตาม องค์การที่มีความสำเร็จสูงพบว่า มักมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งเพียงแบบเดียวเท่านั้น

จากการวิเคราะห์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) พบว่าในมุมมองของบุคคลภายนอกนั้นธนาคารจะมีรูปแบบ วัฒนธรรมแบบการตลาด (Market culture) ซึ่งเน้นในการให้บริการเชิงรุกต่อลูกค้า นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นในเรื่องการแข่งขันทางการตลาด การสร้างความการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อองค์กรเพื่อความเป็นผู้นำในธุรกิจทางการเงิน ในทางกลับกันหากมองในมุมมองของพนักในด้านของการบริหารนั้น ทางธนาคารจะมี วัฒนธรรมแบบลำดับขั้น (Hierarchy culture) ที่เน้นในเรื่องของกฎระเบียบ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิบัติงานของพนักงานมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน โดยพนักงานต้องปฏิบัติงานคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในสายของตนอย่างเคร่งครัด

ข้อเสนอแนะ :
จากมุมมองของพนักงานในด้านการบริหารที่เห็นว่าธนาคารมีวัฒนธรรมแบบลำดับขั้น (Hierarchy culture) นั้น แสดงให้เห็นว่า พนักงานเกิดความรู้อึดอัดจากการปฏิบัติงานที่เน้นกฎระเบียบ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น แม้ในทางปฏิบัติจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ข้อบังคับได้ก็ตาม แต่ธนาคารควรปรับปรุงโดยการสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ลดช่องว่างระหว่างพนักงานปฏิบัติการ และผู้บริหาร ปรับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เช่น การให้พนักงานกำหนดเวลาทำงานได้เอง เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้มากยิ่งขึ้น ทั้งระดับล่างขึ้นบน และระดับเดียวกัน ให้สิทธิเลือกสวัสดิการที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานภาพของพนักงานแต่ละคน ตลอดจนธนาคารควรปลูกฝังให้พนักงานมีวัฒนธรรมในการทำงานที่ดีและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง (Strong Culture) ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและช่วยแก้ปัญหาข้อขัดแย้งภายในองค์กรให้ลดลง





Organization as Political Systems


การเมืองที่เกิดขึ้นในองค์การเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวของเราและพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการเมืองในองค์การ คนส่วนใหญ่มักจะมองเป็นภาพในทางลบหรือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์การเท่านั้น หากมองในมุมมองของอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองในองค์การยังถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนที่มีความแตกต่างทางความคิดและทางผลประโยชน์สามารถทำงานร่วมกันได้ภายในองค์การและขับเคลื่อนองค์การให้ดำเนินการต่อไปได้


 การเมือง หมายถึงพฤติกรรมที่เกิดจากคนในการเพิ่มหรือใช้อำนาจภายในองค์การ
 รูปแบบของการเมืองการปกครองที่พบเห็นในองค์การโดยทั่วไปมี 6 ลักษณะ คือ Autocracy, Bureaucracy, Technocracy, Codetermination, Representative Democracy, Direct Democracy, Netocracy
 การเมืองในองค์การมีที่มาจาก ผลประโยชน์ ความขัดแย้ง และอำนาจ


แนวคิด


ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
เพื่อพิจารณาถึงรูปแบบการเมืองภายในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น เราสามารถพิจารณาได้ดังนี้

1. หลักการปกครองโดยยึดกฎเกณฑ์ (Bureaucracy)
เป็นรูปแบบการปกครองที่ยึดถือกฎเกณฑ์ ซึ่งโครงสร้างการบริหารงานของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีการจัดโครงสร้างแบบเป็นระเบียบและลำดับขั้นตอนแบบชัดเจน ดังนี้
1. มีการจัดวางโครงสร้างอย่างเป็นระเบียบ เป็นทางการ และมีการจัดลำดับขั้นของสายการบังคับบัญชาภายในองค์การในลักษณะที่ชัดเจน และลดหลั่นกันลงไปในรูปแบบของ Pyramid โดยมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดขององค์การ นอกจากนี้ มีการกำหนดหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ออกเป็นส่วนๆ ตามสายบังคับบัญชาอย่างชัดเจน
2. ภายในองค์การ จัดให้มีการบันทึกเกี่ยวกับการดำเนินงาน ข้อบังคับและระเบียบแนวปฏิบัติต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษรเก็บไว้เป็นหลักฐาน สามารถตรวจสอบได้และเพื่อให้ พนักงานมีความเข้าใจนโยบายและเจตนารมณ์ในการบริหารงานบุคคลของธนาคารได้อย่างถูกต้อง เกิดบรรทัดฐานเดียวกันในการทำงานและยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
3. ธนาคารมีนโยบายในการให้พนักงานแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งระบุไว้อย่างเป็นทางการในกฎระเบียบข้อบังคับ และจรรยาบรรณ ของธนาคาร โดยระบุว่า ในการปฏิบัติงานนั้น พนักงานต้องปฏิบัติงานในฐานะของพนักงานอย่างดีที่สุด ไม่แบ่งเวลางานไปกับเรื่องส่วนตัว ซึ่งจะส่งผลให้งานไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
4.ธนาคารมีการกำหนดลักษณะงานในแต่ละตำแหน่งอย่างชัดเจน นอกจากนี้การคัดเลือก จ้างงาน และเลื่อนตำแหน่งบุคคล อยู่บนพื้นฐานของความรู้ ทักษะ ความสามารถ และผลงาน

2. หลักการปกครองแบบอัตตาธิปไตย (Autocracy)
รูปแบบการบริหารงานของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น ในบางครั้งก็มีการปกครองแบบอัตตาธิปไตย (Autocracy) โดยอำนาจตกอยู่ที่คณะผู้บริหาร เช่น
- ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา หลายๆ หน่วยงานไม่สามารถทำการจ้างพนักงานใหม่ได้ แม้จะปฏิบัติตามระเบียบคือ สามารถจ้างได้ถ้ามี Headcount เหลืออยู่ โดยสาเหตุที่ไม่สามารถจ้างได้คือ ทางคณะผู้บริหารได้ลงมติมาว่าไม่ให้จ้างพนักงานเพิ่มในกรณีใดๆ ก็ตาม
- ในการเสนอเงินเดือนให้กับพนักงานใหม่ ซึ่งผู้สมัครที่จะเข้ามาเป็นพนักงานใหม่นั้น ได้เรียกร้องเงินเดือนที่สูงกว่ากรอบที่ธนาคารวางไว้ แต่ผลสุดท้ายทางคณะผู้บริหารของทางธนาคารได้อนุมัติให้ทำการจ้างผู้สมัครดังกล่าว โดยให้เงินเดือนที่เกินกรอบ ตามที่ผู้สมัครเรียกร้อง

นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงที่มาของอำนาจภายในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นั้น พบว่าทางธนาคารมีที่มาของอำนาจในรูปแบบของ อำนาจที่เป็นทางการ (Formal authority) ซึ่งเป็นรูปแบบของอำนาจที่ถูกกฎหมาย และได้รับการยอมรับจากผู้อื่นที่มีปฏิสัมพันธ์กันในองค์การ อำนาจชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อคนในองค์การตระหนักว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีสิทธิและความชอบธรรมในการปกครองผู้อื่น เช่น ผู้บริหารระดับสูง มีอำนาจโดยชอบธรรมในการให้รางวัลหรือเลื่อนตำแหน่งให้แก่พนักงานที่มีผลปฏิบัติงานดีเด่น รวมทั้งมีความชอบธรรมในการตำหนิหรือลงโทษพนักงานที่มีความประพฤติไม่ดี ซึ่งอำนาจต่างๆเหล่านี้เป็นอำนาจที่ได้มาจากหน้าที่ซึ่งเป็นไปโดยชอบธรรม






ข้อเสนอแนะ :

แม้การเมืองหรือความขัดแย้งในองค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องได้รับการควบคุมดำเนินการให้อยู่ให้ระดับที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นจากธนาคารควรมีมาตรการดำเนินการกับพนักงาน ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในองค์กร หรือพนักงานมีพฤติกรรมเล่นการเมืองที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความแปลกแยกแตกต่างในหมู่พนักงาน โดยการกำหนดมาตรการต้องชัดเจน และรุนแรงพอที่จะทำให้กลายเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งนี้รูปแบบการปกครองควรปรับจาก Autocracy หรือการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ให้เป็นรูปแบบการปกครองโดยใช้การตั้งคณะกรรมการที่มาจากกลุ่มต่างๆ หรือข้ามสายงาน โดยการเข้ามาร่วมบริหารในเรื่องที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อเป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วม หรือเรียกว่า Codetermination นอกจากนี้ ธนาคารควรมีอำนาจในการให้รางวัลแก่พนักงานเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร โดยอำนาจในการให้รางวัล (Reward Power) นั้นควรเป็นอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เช่น การจัดสรรหุ้นของบริษัทให้พนักงานทุกระดับได้มีส่วนร่วมในการถือหุ้น เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ตลอดจนการให้อำนาจแก่พนักงานที่อยู่ระดับปฏิบัติการหรือตำแหน่งระดับล่างแต่มีความเชี่ยวชาญสูง (Expert Power) ได้มีอำนาจในการตัดสินใจที่เพิ่มขึ้นหรือมีอิสระทางความคิดหรืออิสระการทำงานมากยิ่งขึ้น



Organization as Instruments of Domination


องค์การถูกพิจารณาในฐานะเครื่องมือในการครอบงำอัดเอาเปรียบพนักงาน ลูกค้า สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ตลอดจนเศรษฐกิจโลก เพื่อผลประโยชน์ขององค์การ ซึ่งการครอบงำแสดงออกให้เห็นได้ในองค์กรทุกระดับและในหลายรูปแบบ


 องค์การคือเครื่องมือที่ชนชั้นนายทุนใช้ในการครอบงำ เอารัดเอาเปรียบพนักงาน ลูกค้า สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
 รูปแบบของการครอบงำตามแนวคิดของ Weber ประกอบด้วย การอำนาจทางบารมี (Charismatic Domination), อำนาจทางวัฒนธรรม (Traditional Domination) และอำนาจที่มีเหตุผลและกฎหมาย (Rational-Legal Domination)
 แบบแผนความเป็นทาสยังคงดำรงอยู่ในหลายๆองค์การ เกิดความแตดต่างระหว่างชนชั้นนายทุน กับชนชั้นลูกจ้าง
 การทำงานในองค์การส่งผลให้เกิดผลกระทบทางด้านสุขภาพ ทั้งต่อแรงงานระดับบน (Primary Labor) และแรงงานระดับล่าง (Secondary Labor) แต่เกิดในลักษณะที่แตกต่างกัน
 องค์การข้ามชาติครอบงำประเทศที่ด้อยและกำลังพัฒนาเพื่อแสวงหาผลกำไรสู่ตนเอง


แนวคิด


ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ในปี พ.ศ.2551 ซึ่งถือได้ว่าเป็นปีที่สถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลกต้องประสบกับภาวะวิกฤตการเงินที่รุนแรง แต่ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารไทยพาณิชย์แสดงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นปี 2551 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับที่สูงถึง 16.3% มีกำไรสุทธิปี 2551 จำนวน 21,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4% จากปี 2550 ซึ่งฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้ เป็นผลจากการที่ธนาคารให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการด้านความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รายได้รวมของธนาคารปรับเพิ่มขึ้น 12.9% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่อด้อยคุณภาพปรับตัวลดลงอยู่ที่ 5.1% ในด้านกลยุทธ์ธนาคารได้เข้าสนับสนุนและขยายธุรกิจไปในกลุ่มธุรกิจในประเทศ และมุ่งเพิ่มจำนวนการถือครองผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่อลูกค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าบุคคล ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของธนาคาร
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ให้ความเห็นต่อผลประกอบการว่า “ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของธนาคาร รวมถึงผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2551 นี้ แสดงถึงความสำเร็จและความยั่งยืนในแนวทางการทำธุรกิจที่ธนาคารนำมาใช้ นอกจากนั้น ธนาคารมีความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมทั้งมุ่งมั่นในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจต่อไปด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ตามเป้าหมายที่สุดของธนาคาร คือ การที่จะให้บริการที่เป็นเลิศและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด คืนแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงานและสังคม”
จากที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อกล่าวถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่องค์การมีการเอารัดเอาเปรียบพนักงานและลูกค้า ดังนี้

การเอารัดเอาเปรียบพนักงาน
1. ช่วงเวลาการปฏิบัติงาน
ข้อตกลงอย่างหนึ่งที่พนักงานในธนาคารไทยพาณิชย์ทุกคน ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานใหญ่ รับทราบเมื่อมาทำการเซ็นสัญญานั้น สิ่งหนึ่งคือ เวลาการเข้าทำงาน ซึ่งธนาคารมีระเบียบเวลาการเข้าทำงานที่ชัดเจนตามกฎหมายแรงงาน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 8.00-17.00 น. และ 8.30-17.30 น. ขึ้นอยู่กับผู้บริหารในแต่ละหน่วยงาน จะเป็นผู้กำหนดว่าจะเลือกช่วงเวลาใด
แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้บริหารในแต่ละหน่วยงานของธนาคารจะพยายามใช้อำนาจทางวัฒนธรรม (Traditional Domination) ตามแนวคิดของ Max Weber โดยการอ้างถึงวัฒนธรรมของหน่วยงานที่ “ทุกคนในหน่วยงาน ถ้างานไม่เสร็จ ห้ามกลับ” มาเป็นบรรทัดฐานแทนกฎระเบียบที่ตั้งไว้ในตอนแรก ซึ่งผลที่ตามมาคือ พนักงานในหน่วยงานไม่สามารถเบิกค่าล่วงเวลาในการทำงานได้เพราะการที่พนักงานทำงานล่วงเวลานั้นเป็นความสมัครใจของพนักงาน (ที่ถูกกดดันโดยอำนาจของผู้บังคับบัญชาที่ใช้วัฒนธรรมของหน่วยงาน) เอง

2. การโอนย้ายและการลดจำนวนพนักงาน
กรณีแรก: ในช่วงเดือนเมษายน 2551 บริษัท ไทยพาณิชย์ลีสซิ่ง (SCBL) ถูกธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ดึงเอาธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ให้บริการทั้งการเช่าซื้อรถยนต์และเช่าซื้อแบบลีสซิ่ง เข้าไปบริหารจัดการเสมือนเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคาร ผลที่ตามมาทำให้ธนาคารทำการโอนย้ายพนักงานจำนวนกว่า 500 คน โดยไม่มีการเพิ่มค่าจ้างและนับอายุงานต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความไม่พึงพอใจให้กับพนักงาน SCBL ทั่วประเทศ เป็นอย่างมาก
กรณีที่ 2: ในช่วงเดือนเมษายน 2552 ธนาคารไทยพาณิชย์มีคำสั่งลดจำนวนพนักงานในหน่วยงานธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ที่ประจำอยู่ภาคใต้ จำนวน 60 คน โดยผู้บริหารทำการอ้างว่า “เนื่องจากภาคใต้นั้น ส่วนแบ่งการตลาดด้านเช่าซื้อรถยนต์และเช่าซื้อแบบลีสซิ่งของธนาคารมีน้อย เพราะฉะนั้นธนาคารจึงไม่มีแผนทำการตลาดในภาคใต้”
กรณีที่ 3: ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2552 ธนาคารไทยพาณิชย์วางแผนทำการโอนย้ายพนักงานจำนวน 400 คน ไปอยู่ในสังกัดของบริษัทลูกของธนาคาร ซึ่งทำหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้ที่กำลังตั้งขึ้นใหม่
กรณีที่ 4: ช่วงเดือนสิงหาคม 2552 สหภาพแรงงานของธนาคารไทยพาณิชย์ ประท้วงผู้บริหารระดับสูง เกี่ยวกับ KPI สุดโหด ทำให้ตั้งแต่เดือน พ.ค.ธนาคารให้ออกพนักงานที่ตก KPI กว่า 300 คน อีกทั้งเผยว่า พนักงาน-ผู้บริหารระดับล่างทำงานหนัก แต่ค่าธรรมเนียมการขายส่วนใหญ่ผู้บริหารระดับสูงเก็บเข้ากระเป๋ากว่า 100 ล้านบาทต่อคนต่อปี
จากกรณีทั้ง 4 ที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่าธนาคารได้ใช้อำนาจที่มีเหตุผลและกฎหมาย (Rational-Legal Domination) ตามแนวคิดของ Max Weber ซึ่งแม้ธนาคารจะมีกำไรสุทธิในปี 2551 สูงขึ้น 12.9% แต่เมื่อผู้บริหารมองเห็นว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ทำให้ผู้บริหารใช้อำนาจทางกฎระเบียบของทางธนาคารและอำนาจทางกฎหมายแรงงาน ทำการโอนย้ายหรือลดจำนวนพนักงาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้ความมั่นใจในอนาคตการทำงานของพนักงาน แต่มองเสมือนว่าว่าพนักงานเป็นเพียงทรัพยากรของทางธนาคารเท่านั้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาในส่วนของกฎระเบียบของทางธนาคาร จะเห็นว่าธนาคารมีกฎเกี่ยวกับการให้พนักงานออกว่า “หากพนักงานมีผลการปฏิบัติงานได้ในระดับที่ต่ำกว่า B ติดต่อกัน 2 ครั้ง ธนาคารสามารถมีสิทธิ์ให้พนักงานออกได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย” ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ทางผู้บริหารใช้อำนาจที่มีเหตุผลและกฎหมาย มาครอบงำพนักงานให้ปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้
จากที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า แม้ธนาคารจะมีกฎระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้บุคลากรต่างๆ ใช้อำนาจได้ตามบทบาทหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่ผลสุดท้ายอำนาจต่างๆ กลับตกอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว (Oligarchy) นั่น ก็คือ คณะผู้บริหาร/ ผู้บริหารระดับสูง นั่นเอง

การเอารัดเอาเปรียบลูกค้า: การปิดบัญชีออมทรัพย์
การปิดบัญชีออมทรัพย์นั้น มีวิธีโดยให้เขียนคำว่า “ปิดบัญชี” ในใบเบิกเงิน ซึ่งธนาคาร จะทำการคิดดอกเบี้ยให้ทุกวันตามยอดเงินที่มีจนครบรอบ 6 เดือน จะมีดอกเบี้ยเข้ามาให้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำการปิดบัญชี ทางธนาคารจะต้องทำการคิดดอกเบี้ยมาให้ด้วย ซึ่งส่วนมากประชาชนจะไม่ทราบ โดยมักจะใช้วิธีถอนจำนวนเงินที่มีในบัญชี ออกไปทั้งหมด และทิ้งสมุดไว้ให้ปิดไปเอง
จะเห็นได้ว่า จากวิธีดังกล่าวที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้จะทำให้ธนาคารได้กำไรในส่วนของดอกเบี้ยรายวัน เพราะฉะนั้นพนักงานธนกิจประจำสาขาต่างๆ จะไม่พยายามบอกลูกค้าในเรื่องนี้ เพราะจะเป็นการทำให้ธนาคารเสียเปรียบ แต่จะแจ้งกับลูกค้าว่า “ให้ถอนเงินออกจากบัญชีให้หมด และเมื่อทิ้งสมุดไว้นาน บัญชีก็จะปิดเอง” ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นการที่ธนาคารเอารัดเอาเปรียบลูกค้า เพื่อผลประโยชน์ของทางธนาคารเอง


ข้อเสนอแนะ :

จากผลการวิเคราะห์ธนาคารในฐานะเครื่องมือในการครอบงำเอารัดเอาเปรียบพนักงาน ลูกค้า และสภาพแวดล้อมนั้น พบประเด็นที่ธนาคารควรปรับปรุงดังนี้
 ธนาคารควรปรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ที่ประกาศไว้อย่างแท้จริง กล่าวคือ
 มุ่งเน้นให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่อพนักงานทุกระดับชั้น โดยจัดสวัสดิการและผลตอบแทนให้อย่างเท่าเทียมกันไม่แบ่งแยกตามระดับตำแหน่ง แต่ควรแบ่งแยกตามระดับความสามารถที่แท้จริง โดยมีการกำหนดดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicator) และกำหนดเกณฑ์การประเมินผลอย่างเด่นชัด เป็นธรรม เหมาะสม ตรวจสอบได้
 กรณีมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานควรให้ความเป็นธรรมแก่พนักงานมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดขององค์กร กล่าวคือ ควรเสนอทางเลือกให้พนักงานอย่างเหมาะสม ตรงไปตรงมา ไม่ควรทำให้ดูเหมือนว่าพนักงานมีทางเลือก ซึ่งพิจารณาได้จากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นจากกรณีของ SCBL
 กรณีพนักงานเกษียณอายุควรจัดแผนการเกษียณอายุให้แก่พนักงาน เช่น จัดการฝึกอบรมที่จำเป็นเพื่อให้มีความรู้ติดตัวไปประกอบอาชีพอิสระ หรือทำเป็นงานอดิเรก เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่พนักงานหลังเกษียณอายุต่อไป
 เงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ต้องชี้แจงต่อลูกค้าอย่างเปิดเผย ซื่อตรง ไม่ซ่อนเร้นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าไว้ โดยถือว่าลูกค้าควรจะทราบอยู่ก่อนแล้ว

 ธนาคารควรสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณในการทำงานที่ดีให้แก่พนักงานและเน้นการทำงานแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล และดำเนินธุรกิจที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกค้าเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ของธนาคาร
 ในช่วงเวลาการทำงาน ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงควรสนับสนุนการทำงานตรงตามเวลา ทั้งนี้เพื่อเป็นการบริหารเวลาการทำงาน และบริหารชีวิตส่วนตัวของพนักงานด้วย นอกจาก
ผู้บริหารควรปลูกฝั่งทัศนคติที่ถูกต้องว่า การทำงานล่วงเวลานั้นไม่ใช่การที่พนักงานมีความขยัน แต่เป็นการที่พนักงานไม่สามารถบริหารเวลาการทำงานของตนเอง แต่ทั้งนี้ หากว่าจำเป็นต้อง
ทำงานล่วงเวลาจริง ในหน่วยงานควรมี OT ให้ตามความเป็นจริง
 ในการโอนย้ายพนักงาน ควรมีการประสานงานกับ HR เพื่อทำตาราง Career Path สร้างทางเลือกให้กับพนักงานเพื่อลดความกดดัน และหลังจากนั้น ควรทำการสื่อสารอย่างเปิดเผยและแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลการขาดทุนของธนาคารซึ่งเป็นสาเหตุในการลดจำนวนพนักงาน เป็นต้น ให้พนักงานเกิดความเข้าใจ เพื่อลดความขัดแย้งภายในธนาคาร
 ส่วนการปิดบัญชี ทางเจ้าหน้าที่ธนกิจ ควรทำการแนะนำข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้า เพื่อให้เห็นวิธีการที่ถูกต้องที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์สูงสุด
Organization as Communities


ยุคของข้อมูลข่าวสาร (Information Age) หรือยุคที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ (Based on Knowledge) ในปัจจุบันนั้น ได้มีผู้ที่กล่าวถึงแนวคิดในเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management: KM) ซึ่งกล่าวว่าองค์กรใดที่สามารถที่จะแลกเปลี่ยน ถ่ายโอนความรู้ระหว่างพนักงานภายในองค์กรได้อย่างดี องค์กรนั้นจะสามารถมุ่งไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับองค์กรได้


 มุ่งให้ความสนใจความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) ซึ่งจะเป็นความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถององค์การได้
 มีการจัดการความรู้ เพื่อให้ความรู้ที่ฝังอยู่ในคนคนหนึ่ง (Tacit Knowledge) สามารถถ่ายทอดไปเป็นความรู้ขององค์การ หรือถ่ายทอดไปยังคนอื่นๆในองค์การได้
 ชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) นับเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการจัดการความรู้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมในแนวราบที่เชื่อว่าจะสามารถเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาและจัดการยกระดับองค์ความรู้ขององค์การได้เป็นอย่างดี


แนวคิด


ลักษณะของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

หน่วยงาน IT Helpdesk

หน่วยงานของ IT Helpdesk ที่มีหน้าที่ในการบำรุงรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ของพนักงานทุกคนในธนาคาร โดยลักษณะการทำงานมีดังนี้
- สำหรับพนักงานในธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ และสำนักงานชิดลม เมื่อต้องการใช้บริการเกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ให้พนักงานเข้าไปทำการลงทะเบียนขอรับบริการใน Intranet ของธนาคาร หรือทำการโทรศัพท์ไปลงทะเบียนที่หน่วยงานของ IT Helpdesk หลังจากนั้นหน่วยงานจะส่งเจ้าหน้าที่ IT Helpdesk ไปทำการแก้ปัญหาตามรายการที่ได้แจ้งไว้ในแบบฟอร์มลงทะเบียน
- สำหรับพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ที่ประจำอยู่ตามสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ ในเบื้องต้นหากพนักงานมีปัญหาเกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ก็ให้พนักงานเข้าไปทำการลงทะเบียนขอรับบริการใน Intranet ของธนาคาร หรือทำการโทรศัพท์ไปลงทะเบียนที่หน่วยงานของ IT Helpdesk เช่นเดียวกับพนักงานที่ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ โดยปัญหาในส่วนของ Software นั้น เจ้าหน้าที่จะทำการ Monitor ระยะไกลจากสำนักงานใหญ่ไปยัง Computer ของพนักงานที่มีปัญหา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ถ้าปัญหาดังกล่าวเป็นในส่วนของ Hardware เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องมาแล้วนั้น หากหน่วยงานสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปยังสาขาที่มีปัญหาได้ ก็จะทำการนัดหมายกับพนักงานประจำสาขาเพื่อแจ้ง วันและเวลา ที่จะเข้าไปทำการแก้ไขปัญหา แต่หากว่าไม่สามารถเข้าไปยังสาขาที่มีปัญหาได้นั้น หน่วยงาน IT Helpdesk จะทำการประสานงานกับ Outsources ประจำพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานซึ่งได้แก่ บำรุงรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ของพนักงาน เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เจ้าหน้าที่จะกลับไปยังหน่วยงานของตนที่ชั้น 10 โซน B อาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งภายในหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ Helpdesk ทุกคนจะนั่งรวมกันเป็นกลุ่ม จะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเลยที่มีโต๊ะแยกออกไปต่างหาก ยกเว้น ผู้จัดการ นอกจากนั้น ยังมีการจัดพื้นที่บริเวณส่วนกลางของหน่วยงาน ให้เป็นพื้นที่โล่ง และมีโต๊ะขนาดใหญ่อยู่เพียงตัวเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้นั่ง พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ที่ได้ไปแก้ไขปัญหามา รวมไปถึง จัดให้มี Computer เครื่องทดลอง (Test) เพื่อใช้ในการจำลองสถานการณ์ในการแก้ไขปัญหา ให้พนักงานได้ฝึกฝน หรือเพื่อใช้ในการอธิบายเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

จากที่กล่าวมาเกี่ยวกับหน่วยงาน IT Helpdesk ข้างต้น เมื่อพิจารณากับองค์ประกอบของ CoP (Communities of Practice) สามารถอธิบายได้ดังนี้
1. Domain คือ พื้นที่ที่สมาชิกมีความสนใจร่วมกันและมีความผูกพันร่วมกันในสิ่งนั้น นำไปสู่การมีส่วนร่วมกันที่ต่างไปจากชุมชนอื่น หรือกล่าวคือ พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลางของหน่วยงาน IT Helpdesk ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนภายในหน่วยงานนั่ง พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ Hardware และ Software Computer ซึ่งกันและกัน
2. Communities หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ IT Helpdesk ดำเนินการพูดคุย ถกเถียง แลกเปลี่ยนความรู้ โดยเฉพาะด้าน Software และ Hardware Computer ซึ่งกันและกัน
3. The practice ซึ่งผลจากการที่เจ้าหน้าที่ได้มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันแล้ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความมั่นใจในการปฏิบัติงานและแก้ปัญหาต่างๆมากขึ้น รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Computer ที่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เคยพบมาก่อนหน้านี้ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ซึ่งจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ ความรู้ที่ฝังอยู่ในคนๆหนึ่ง (Tacit knowledge) สามารถถ่ายทอดไปเป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในคนอีกคนหนึ่งได้

หน่วยงาน ATM Engineering

หน่วยงาน ATM Engineering จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษา ซ่อมแซม ปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปนั้น เจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับรถขนเงินของทางธนาคาร แต่เนื่องจากจำเป็นต้องให้บริการทั่วประเทศ จึงมีการแบ่งให้มีเจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM อยู่ประจำ 10 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน, ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง, ภาคตะวันตก, ภาคตะวันออก, ภาคใต้ตอนบน, ภาคใต้ตอนล่าง และกรุงเทพมหานคร
เจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM ต้องประจำอยู่ภูมิภาคที่รับผิดชอบ โดยปกติจะเข้ามาประชุมพร้อมกันที่กรุงเทพฯ ทุกๆ เดือน ยกเว้นมีกรณีเร่งด่วน หรือประชุมพิเศษ ทำให้ไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกันเสมือนว่าต่างคนต่างทำงาน ผู้จัดการ ATM Engineering ที่ประจำอยู่สำนักงานใหญ่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จึงได้นำแนวทางการประชุมสายผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่มาใช้ (Tele-Conferences) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกันเป็นประจำ โดยเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง

จากที่กล่าวมาในส่วนเจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM เมื่อพิจารณาเข้ากับองค์ประกอบ CoP สามารถอธิบายได้ ดังนี้
1. Domain คือ พื้นที่ที่สมาชิก (เจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM) มีความสนใจร่วมกันและมีความผูกพันร่วมกันในสิ่งนั้น นำไปสู่การมีส่วนร่วมกันที่ต่างไปจากชุมชนอื่น ซึ่งธนาคารได้มีการลงทุนต้นทุนทางสังคมให้พนักงานใช้นั่นก็คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สามารถโทรหาเครือข่ายเดียวกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และทีมงานบริการเทคนิคก็เห็นช่องทางดังกล่าวและนำมาใช้สำหรับการประชุมสายระหว่างพนักงานด้วยกันทุกๆ วัน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงงานบริการเทคนิค โดยมีแกนหลัก (Core Group) คือ สำนักงานใหญ่ และภาคกลาง ที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เริ่มประชุมสาย แล้วก็เชิญชวนให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมตามความสะดวกและความสมัครใจ ซึ่งพบระดับของการเข้าร่วมที่แตกต่างกัน ดังรูป







2. Communities หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM ดำเนินการพูดคุย ถกเถียง แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
3. The practice ซึ่งผลจากการที่เจ้าหน้าที่ได้มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันแล้ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนมีความมั่นใจในการปฏิบัติงานและแก้ปัญหาต่างๆมากขึ้น รวมทั้งสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับตู้ ATM ที่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เคยพบมาก่อนหน้านี้ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ ความรู้ที่ฝังอยู่ในคนๆหนึ่ง (Tacit knowledge) สามารถถ่ายทอดไปเป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในคนอีกคนหนึ่งได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 2 หน่วยงานนั้น เราสามารถสรุปเพิ่มเติมในส่วนของปัจจัยที่ทำให้ CoP ของหน่วยงานสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ได้ดังนี้
1. แรงสนับสนุนจากผู้บริหาร ซึ่งในที่นี้ทั้งหมายถึงการได้รับแรงสนับสนุนจากผู้จัดการ IT Helpdesk และ ผู้จัดการ ATM Engineering นั่นเอง
2. การเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอและจริงจังของสมาชิก
3. จัดตั้ง “ทีมสนับสนุน” ขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อขับเคลื่อน CoP ซึ่งที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจนคือฝ่ายเทคนิคที่ทำหน้าที่สนับสนุนการ Tele-Conference ของหน่วยงาน ATM Engineering นั่นเอง
4. การที่สมาชิกบำรุงหล่อเลี้ยงรักษาเอื้ออาทร CoP

ข้อเสนอแนะ :
ในการขับเคลื่อนองค์กรให้ดำเนินธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ธนาคารจำเป็นต้องอาศัยบุคลากร
ที่มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของธนาคาร การที่จะทำให้บุคลากรมีสมรรถนะในการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น มีการสร้างกลุ่มชุมชน นักปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเข้มแข็ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารควรดำเนินการเพิ่มเติมมีดังนี้
1. ธนาคารควรดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดบรรยากาศของความไว้วางใจ ความสนุกสนานในการทำงาน และความภาคภูมิใจมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เพื่อให้เข้าสู่การเป็นชุมชนนักปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดสรรพื้นที่ เวลาทำงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่พนักงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกันระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม ระหว่างองค์กร เช่น มุมอาหารว่าง เวลาพักเบรคให้ผ่อนคลายจากการทำงานให้พนักงานเข้ามาร่วมพบปะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าร่วมในกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ ธนาคารควรค้นหาแรงจูงใจที่จะทำให้พนักงานระดับผู้จัดการมีส่วนเข้าร่วมด้วยมากกว่าเดิมที่เป็นในระดับพนักงานปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้ชุมชนเกิดความแข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พนักงานระดับปฏิบัติการ รวมถึงลดช่องว่างในการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้น
2. ธนาคารควรเปิดโอกาสให้พนักงานในแผนกต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะพนักงานในแผนกเดียวกันเท่านั้น
3. ในการสร้างกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติ ธนาคารควรมุ่งให้พนักงานมีความสนใจและความผูกพัน
ร่วมกัน โดยสร้างความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสม่ำเสมอภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติดำรงอยู่ได้ ตลอดจนเป็นนเครื่องมือและกลไกในการยกระดับความรู้ให้แก่พนักงานในธนาคารอย่างแท้จริง
4. ธนาคารควรเสริมสร้างแรงจูงใจให้กลุ่มชุมชนนักปฏิบัติได้มีการพัฒนาหรือสร้างขยายเครือข่าย
ภายในกลุ่มให้มีความเข้มแข็งขึ้นอย่างสอดคล้องกับบริบทที่เป็นจริงของธนาคาร เช่น การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัล


******************************************************************

E-elearnning Nida / OT เทอม1 2552

เป็นการเริ่มต้นของการเรียน HROD
ความสำคัญของพฤติกรรมองค์การ
การศึกษาพฤติกรรมองค์การมีความสำคัญต่อผู้บริหารดังต่อไปนี้ คือ
1. ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถทำนายและควบคุมพฤติกรรมของตนเอง การศึกษาพฤติกรรมองค์การจะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกของตนเอง เช่น มีความเข้าใจในความรู้สึก ความต้องการและแรงจูงใจของตนเอง ทำให้ทราบธรรมชาติ จุดอ่อนและจุดแข็งของพฤติกรรมของตนเอง ตลอดจนปัจจัยที่เป็นสาเหตุ ทำให้สามารถทำนายและควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์ เช่น นำความรู้ที่ได้มาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาพฤติกรรมและความสามารถในการตัดสินใจ การตอบสนอง การควบคุมอารมณ์และความเครียดต่าง ๆ การพัฒนา
การสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารงานในอาชีพของตน
2. ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถทำนายและควบคุมพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากผู้บริหารจำเป็นต้องรับผิดชอบในการวางแผน การจัดองค์การ และการควบคุมให้มีการทำงานที่นำไปสู่ผลสำเร็จขององค์การ การศึกษาพฤติกรรมองค์การจะทำให้ผู้บริหารเข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน เข้าใจปัจจัยสาเหตุของพฤติกรรม จึงทำให้ผู้บริหารเข้าใจในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง สามารถทำนายได้ว่า ถ้าใส่ปัจจัยหรือตัวแปรใดเข้าไป จะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมอะไรขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมในองค์การ ด้วยการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้การจูงใจบุคลากรให้ทำงานอย่างทุ่มเทมากขึ้น มีการจัดออกแบบงานได้อย่างเหมาะสมกับธรรมชาติของคนทำงาน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์การ การสนับสนุนให้บุคลากรทำงานได้บรรลุตามเป้าหมายและได้รับรางวัล เป็นต้น
3. ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถทำนายและควบคุมพฤติกรรมของเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากผู้บริหารจำเป็นต้องทำงานและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในองค์การ การเข้าใจกระบวนการเกิดทัศนคติของบุคคล การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละบุคคล กระบวนการกลุ่มที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและวัฒนธรรมภายในองค์การ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับอำนาจและการเมืองภายในองค์การ จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมต่าง ๆ ในองค์การ ทำให้สามารถทำนายและนำมาใช้ในการสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
4. ทำให้เกิดความเข้าใจ และสามารถทำนายพฤติกรรมของผู้บริหาร บุคคลอื่นและสภาวะ
ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายขององค์การ เนื่องจากผู้บริหารมีหลายระดับ ผู้บริหารในระดับที่อยู่เหนือขึ้นไปจะมีอิทธิพลต่อผู้บริหารในระดับรองลงมา และบุคคลอื่นและสภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายการบริหารจะมีอิทธิพลต่อผู้บริหารระดับสูง เช่น ผู้บริหารจากส่วนกลาง ผู้ตรวจราชการ ผู้ถือหุ้น รวมทั้งคู่แข่ง (Competitors) ผู้ส่งวัตถุดิบให้ (Suppliers) และลูกค้าขององค์การ ตลอดจนสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อองค์การ ฯลฯ การศึกษาพฤติกรรมองค์การจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้บริหารมีความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริหารที่อยู่เหนือขึ้นไปและบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายขององค์การ และสามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อนโยบายขององค์การ ซึ่งนำมาสู่การเจรจาต่อรอง การวางแผน การจัดองค์การ และการควบคุมให้องค์การมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่พึงประสงค์ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายขององค์การได้
ดังนั้น การศึกษาพฤติกรรมองค์การจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริหาร เพราะจะทำให้ผู้บริหารเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชา เข้าใจเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนเข้าใจบุคคลอื่น และสภาวะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย โดยความเข้าใจเหล่านี้จะทำให้สามารถทำนายพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น และสามารถปรับปรุงพฤติกรรมตนเอง จูงใจ สนับสนุน และควบคุมพฤติกรรมของบุคคลอื่น อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้บริหารสามารถบริหารตนเองและบุคคลรอบข้าง และทำให้องค์การประสบความสำเร็จได้

ความหมายและความสำคัญของพฤติกรรมองค์การ
พฤติกรรมองค์การเป็นการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในองค์การอย่างเป็นระบบ ทั้ง พฤติกรรมระดับบุคคล กลุ่ม และองค์การ ซึ่งความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตและความพึงพอใจของบุคลากร อันนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิผลขององค์การในภาพรวม ทั้งนี้การศึกษาพฤติกรรมองค์การสามารถทำการศึกษาเฉพาะพฤติกรรมในแต่ละระดับได้ เช่น ศึกษาพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่แต่ละคนที่ปฏิบัติงานในองค์การ ศึกษาพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มวิชาชีพหรือแต่ละกลุ่มงานที่ปฏิบัติงานในองค์การ หรือสามารถศึกษาพฤติกรรมขององค์การในภาพรวม อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของแต่ละบุคคลย่อมได้รับผลกระทบจากกลุ่มและองค์การ พฤติกรรมของกลุ่มย่อมได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของแต่ละบุคคลและองค์การ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมองค์การย่อมได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมระดับบุคคลและกลุ่มเช่นกัน ดังนั้น การศึกษาพฤติกรรมองค์การในแต่ละระดับควรให้ความสนใจกับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อช่วยให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมที่ศึกษาอย่างแท้จริงนอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมองค์การยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้ความรู้ความเกี่ยวข้องกับศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ จิตวิทยา สังคมวิทยา สังคมจิตวิทยา มานุษยวิทยา และรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ผู้บริหารองค์การจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจศาสตร์เหล่านี้ เพื่อสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสมในการศึกษาพฤติกรรม
ความหมายและประเภทขององค์การ
ในความหมายที่เป็นพื้นฐานที่สุดขององค์การ (Organization) นั้น ก็คือ การที่คนมากกว่าหนึ่งคนได้มาร่วมกันทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หรือหลายกิจกรรม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน วัตถุประสงค์นั้นอาจเป็นไปเพียงชั่วคราว หรือต้องใช้เวลายาวนาน อาจมีความยากง่าย หรือจริงจังแตกต่างกันไป จึงได้มีองค์การเกิดขึ้น แต่ถ้าองค์การนั้นมีการเติบใหญ่ เริ่มมีระบบระเบียบ และการยอมรับจากสังคมมากขึ้น ก็จะมีสถานะ “เป็นทางการ” (Formal Organization) ซึ่งจะต่างจากองค์การที่ไม่มีการระบุวัตถุประสงค์ และไม่มีระบบระเบียบในการดำเนินการเอาไว้ หรือมีการยอมรับกันแต่อย่าง “ไม่เป็นทางการ” (Informal Organization) ซึ่งองค์การอย่างไม่เป็นทางการเหล่านี้อาจได้แก่กลุ่มเพื่อน วงแชร์ การนัดเล่นไพ่ หรืองานเลี้ยงฉลอง เป็นต้น ซึ่งองค์การอย่างไม่เป็นทางการเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่อยู่มีส่วนซ้อนอยู่ในระบบองค์การที่เป็นทางการอยู่แล้วด้วย เช่นภายในองค์การอย่างเป็นทางการนั้น อาจมีการเกาะกลุ่มเกิดองค์การอย่างไม่เป็นทางการขึ้นได้ เมื่อแต่ละคนได้ทำงานด้วยกัน มีการพบปะกัน และอาจมีผลประโยชน์ หรือความสนใจสอดคล้องกัน ก็คบค้าสมาคมกันไป
องค์การอย่างเป็นทางการอาจได้แก่ หน่วยงานราชการ บริษัทห้างร้าน อุตสาหกรรม วัด โรงเรียน มูลนิธิ สมาคม สถาบัน ฯลฯ จากการศึกษาที่มีมานานแล้วนับเป็นพัน และเป็นร้อยปี องค์การจะมีธรรมชาติดังต่อไปนี้ คือ
1. การจัดแบ่งไปตามลักษณะพิเศษ (Specialization) เช่นเมื่อองค์การมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็มีการแบ่งออกเป็นสายงาน แต่ละส่วนงานที่ถูกจัดแบ่งงานนั้นก็จะมีคนจำนวนหนึ่ง ที่แต่ละคนต่างต้อง
มีการรับหน้าที่และความรับผิดชอบกันไป เช่น แม้แต่ร้านตัดเย็บเครื่องหนัง เมื่อมีการขยายงานมากขึ้น ก็มีการแบ่งแยกกิจกรรมตัดหนังเป็นส่วนหนึ่ง งานเย็บหนังเป็นส่วนหนึ่ง และงานตบแต่งเพื่อความสวยงามเป็นอีกส่วนหนึ่ง เป็นต้น
2. การทำระบบให้เป็นมาตรฐาน (Standardization) กิจการใดที่มีการทำกันบ่อยๆ แต่
ไม่มีการทำความตกลงกันเกิดเป็นความสับสน ซับซ้อนยากแก่ผู้ปฏิบัติงาน ก็จะมีการหาข้อยุติ และสามารถหาทางออกในการปฏิบัติได้เหมือนๆกัน เช่นการกำหนดอัตราเงินเดือนเป็นบัญชี ใครมีวุฒิ ประสบการณ์ หรือความรับผิดชอบอย่างไร ก็จะมีการกำหนดเป็นอัตราเงินเดือนเอาไว้ ไม่ให้เกิดความลักลั่น เกิดความพึงพอใจได้สำหรับทั้งแต่ละบุคคล และทั่วทั้งองค์การ
3. การทำให้เป็นทางการ (Formalization) การทำให้เป็นทางการนั้น คือการทำให้ระบบการสื่อสารสั่งการนั้นมีกฎ ระเบียบ และคำสั่งที่ออกมานั้นมีผลบังคับใช้ ดังนั้นจึงต้องมีการเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับตำแหน่งหน้าที่การงานนั้นก็ต้องมีการจัดเป็นระบบเพื่อให้รับทราบกันภายในหน่วยงาน มิใช่จะตั้งหรือเรียกกันอย่างตามใจชอบ ในระบบทหารนั้นจึงต้องมีการจัดทำตำแหน่งกันเป็นลำดับ มีความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่ และตลอดจนระบบรางวัลค่าตอบแทนและสวัสดิการกำกับไว้อย่างเป็นทางการชัดเจน
4. การรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) คือการสั่งการนั้น เพื่อให้มีคนตัดสินใจได้ในท้ายที่สุด ของแต่ละส่วนงานนั้น จะรู้ว่า การตัดสินใจนั้นใครคือผู้รับผิดชอบสูงสุด ในทัศนะการตัดสินใจสั่งการนั้นหน่วยงานในลักษณะนี้จะต้องหลีกเลี่ยงความสับสนในการสั่งงาน ทุกคนจะรู้ว่าศูนย์กลางของงานนั้นอยู่ ณ ที่ใด และเมื่อแต่ละระดับไม่อยู่ในสถานะที่จะตัดสินใจสั่งการได้นั้น เขาควรจะต้องฟังใคร
ในระดับต่อไป
5. ระบบสายงาน (Configuration) หรืออาจเรียกในภาษาอังกฤษว่า The Shape of the role structure คือเป็นโครงสร้างที่ทำให้รู้รายละเอียดของแต่ละคนว่ามีบทบาทหน้าที่ และการสังกัดส่วนงานว่าเป็นอย่างไร มีความเชื่อมโยงกับผู้บังคับบัญชา และส่วนงานต่างๆ ทั้งนี้อาจจะสามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยแผนภูมิขององค์การเป็นต้น เพราะเมื่อต้องมีการใช้คนนับจำนวนร้อยหรือเป็นพันคนในการทำงานนั้น อาจเกิดความสับสนได้ จึงต้องมีการกำหนดระบบสายงาน เพื่อให้สามารถสื่อประสานกัน เช่น ในองค์การทางทหารนั้นเขาจะมีระบบสายบังคับบัญชา มีการแต่งกายกันตามลำดับชั้นยศ ทหารระดับยศที่ต่ำกว่าก็ต้องทำความเคารพคนในระดับที่สูงกว่าเป็นลำดับไป แต่ในการสั่งงานตามหน้าที่นั้น ก็ต้องเป็นไปตามสายงานและความรับผิดชอบ จะไม่มีการมาก้าวก่ายกัน
6. ความยืดหยุ่น (Flexibility) เมื่อองค์การมีขนาดใหญ่มากๆ กฎเกณฑ์เริ่มตายตัว มีระเบียบแบบแผนออกมามาก ท้ายสุดองค์การก็จะขาดความคล่องตัว สูญเสียประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน จึงมักจะมีความยืดหยุ่นเปิดเอาไว้ ให้เป็นดุลยพินิจของผู้ปฏิบัติงานในแต่ละระดับ เพราะในท้ายที่สุดแล้วจะไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่จะตายตัวและสามารถใช้ได้ในทุกสภาวะ จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถทำงานที่มีความแตกต่างกันได้
ที่กล่าวมานี้เป็นแนวคิดการจัดองค์การอย่างที่เขาเรียกว่า Formal organization หรือองค์การอย่างเป็นทางการ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน Max Weber
*(1864-1920) ซึ่งได้เรียกองค์การในอุดมคติของเขาว่า Bureaucracy อันมีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งคำว่า Bureau แปลว่า สำนักงานในปัจจุบัน นักวิชาการและผู้ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ จึงได้ใช้เรียกองค์การในแบบดั้งเดิมนี้ว่า Bureaucracy แต่การจัดองค์การ ตามแนวทางที่ได้เสนอไปแล้วนั้นสามารถใช้ได้อย่างดีเมื่อเทียบกับองค์การประเภทครอบครัว หรือระบบเจ้าขุนมูลนาย (Feudal Organizations) แต่ในงานยุคใหม่ที่มีลักษณะหลากหลาย และมีความซับซ้อน แข่งขันกันมากๆ อย่างในปัจจุบันนั้น องค์การแบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่
ประเภทขององค์การ
แนวคิดของ Amitai Etzioni นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมืองนิวยอร์ค ได้ให้ความเห็นว่า องค์การมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ควบคุมองค์การ ที่จะต้องใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับองค์การเกิดความยินยอมที่จะปฏิบัติตาม
ความยินยอมนี้จะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับประเภทขององค์การเหล่านั้น และจำแนกประเภทขององค์การเอาไว้เป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. องค์การที่ใช้กำลังบังคับเพื่อทำให้คนทำตาม (Coercive Organizations) องค์การประเภทนี้ที่ชัดเจน ได้แก่ คุก สถานกักกัน ค่ายเชลยศึก เป็นต้น
2. องค์การที่เน้นการให้ค่าตอบแทนเพื่อให้คนทำตาม (Utilitarian Organizations) องค์การประเภทนี้ได้แก่ องค์การห้างร้าน อุตสาหกรรม และงานบริการทั้งหลาย ที่คนทำงานให้โดยมีค่าตอบแทนเป็นสิ่งจูงใจให้คนทำตามให้กับองค์การ
3. องค์การที่เน้นนามธรรมเป็นผลตอบแทนในการทำให้คนทำตาม (Normative Organizations) สิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นมีได้หลายอย่าง มันอาจเป็น เกียรติยศ ชื่อเสียง การได้รับคำสรรเสริญ การได้ความสุขใจ การอุทิศให้กับส่วนรวม องค์การประเภทนี้ได้แก่ วัด พรรคการเมือง มูลนิธิอาสาพัฒนา
เป็นต้น
4. องค์การแบบคู่หรือองค์การประเภทลูกประสม (Dual compliance Organizations) คือ องค์การที่มีลักษณะความยินยอมแบบผสม ระหว่างสองแบบรวมอยู่ในองค์การเดียวกัน เป็นองค์กรที่มีการใช้ระบบที่ทำให้คนเข้าร่วมด้วย หรือยอมตามกลุ่มจากแรงหลายทาง เช่น ให้ได้ทั้งค่าตอบแทนที่เป็นเงินทอง คำนวณเป็นผลตอบแทนได้ และการให้ทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ เช่นมหาวิทยาลัย องค์การวิชาชีพ เช่นแพทย์ วิศวกร นักประดิษฐ์ หรือเป็นกองทัพในยามสงคราม คือถ้ารบชนะก็ได้เกียรติยศและชื่อเสียง แต่ถ้าหนีสงคราม หนีทัพ ก็มีสิทธิถูกขึ้นศาลทหาร เป็นต้น

12/03/2550

travels in narathiwat

Located approximately some 1,149 kilometers south of Bangkok is Narathiwat thesouthernmost province in Thailand and one of the nation's five provinces that borders Malaysia at Amphoe Su-ngai Kolok, where the southern railway line ends. Access from Malaysia is convenient via a ninety-minute bus trip and two immigration points where travelers can cross into Thailand and vice versa. With Amphoe Su-ngai Kolok serving as an economic and border tourism center, the province welcomes an increasing numbers of Malaysians and Singaporeans on short holidays or shopping sprees.Geographically, Narathiwat is situated on the eastern coast of the Malay Peninsula. The north borders Pattani Province and the Gulf of Thailand, the west borders Yala Province, the east borders the Gulf of Thailand, and the south borders Kelantan in Malaysia. The plains where the Maenam Sai Buri, Maenam Bang Nara, Maenam Tak Bai and Maenam Su-ngai Kolok converge are adjacent to the gulf.With an area of 4,475 square kilometers, of which 75 percent are jungles and mountains, visitors to the province are provided with great opportunities to spend days at the beach or in the forests and take excursion trips to some of the magnificent temples. Narathiwat has a tropical climate and has only 2 seasons; summer and rainy. The wettest period is during November to December.Narathiwat literally means "the residence of good people". The city of Narathiwat has an abundance of traditional culture and authenticity with village-like tranquility. The inhabitants of Narathiwat are largely farmers and fishermen with the majority being Muslims who use the spoken and written Yawi language (Yawi has roots from the spoken Malay language and uses Arabic consonants and alphabets). As such, Narathiwat is an amazing and unique area with a constant flow of culture and trade between Thais and Malaysians.Provincial SealThe provincial seal depicts a sailing boat with a picture of a white elephant on the sail in a circle. It signifies that Narathiwat is a province on the coast, engaged in fishing and trading with neighboring countries and that the province has a white elephant called Phra Sri Nararat Rajakarin. History of NarathiwatIn the past, Narathiwat was a southern borderland named "Ban Bang Nara" or "Manalo". It was located near Maenam Bang Nara and the sea. In the reign of King Rama I, this village was under the administration of Sai Buri. Later, it came under the administration of Ra Ngae town of Pattani province.In 1906, Bang Nara became a big trading city with well-developed sea and land transportation. King Rama V moved the administration office from Ra Ngae to Manalo. In 1915, King Rama VI changed the name of the town to "Narathiwat".Todays Narathiwat Narathiwat is currently divided into 12 districts, namely Mueang, Ra-ngae, Su-ngai Padi, Sungai Kolok, Ruso, Yi-ngo, Waeng, Bacho, Tak Bai, Si Sakhon, Sukhirin, Chanae and one Sub District of Cho Ai Rong.
Distances from Amphoe Mueang (Town) to Neighbouring Districts: Chanae 47 kms.Cho Ai Rong 31 kms.Tak Bai 33 kms.Bacho 28 kms.Yi-ngo 18 kms.Ra-ngae 24 kms.Ruso 48 kms.Waeng 83 kms.Sukhirin 112 kms.Su-ngai Kolok 63 kms.Su-ngai Padi 49 kms.

travels in Chumphon

Chumphon is a sea coast city parallel to the Gulf of Thailand. It is the gateway to other southern provinces. Along more than 200 kilometres of Chumphons seashore, there are many beautiful and picturesque beaches. Still maintaining the natural beauty, the province is best for those who seek relaxation in the natural and uniquely quiet atmosphere.Historical documents state that Chumphon was continuously the locations of many communities since the pre-historic period, especially in the area near Tha Taphao River banks. Chumphon was also one of the leading trading centers of Siam (former name of Thailand).Due to being the frontier city, the name Chumphon is believed to derive from Chumnumphon, which means the accumulation of forces. Whenever there were movements from the army, the soldiers would gather their forces here at this province.The other source believed that it should be derived from a local plant named Maduea Chumphon due to its richness in this area. Therefore, naturally, this plant has become a symbol of the logo of Chumphon Province.Boundary
NorthSouthEastWest
Amphur Bang Saphan Noi of Prachuap Khiri Khan;Amphur Tha Chana of Surat Thani;Gulf of Thailand;Ranong and Andaman Sea.

11/10/2550

Ko Phi Phi


Ko Phi Phi (หมู่เกาะพีพี) is a small archipelago in Krabi ProvinceAerial photo of Ko Phi Phi Don.
The named islands are: Ko Phi Phi Don, the largest and only populated island. Ko Phi Phi Leh (also known as Ko Phi Phi Lai), a smaller island to the south, popularised when parts of the movie "The Beach" were filmed there. Uninhabited apart from bird nest harvesters and a few Maya Bay wardens; expect plenty of tourists during daylight hours, especially in Maya Bay, the beach of the eponymous movie. Koh Phai ('Bamboo Island'), a small low-lying islet to the north of Phi Phi Don with several good beaches. Bida Nok and Bida Nai, two small adjacent limestone karsts to the south of Phi Phi Leh, with near-vertical cliff walls rising from the sea.
Although rapidly becoming less and less attractive due to the masses of tourists as well as the construction on the island, it's still a very beautiful place to visit, and is one of those places everybody should go at least once in their lifetime. Although the beaches are not the best in Thailand, the place has a good vibe and nightlife and there are dozens of dive shops to choose from. Most of the (over)development of Phi Phi Don is situated in or around Tonsai village, which is on the low, sandy isthmus that joins the two hilly spurs that comprise the rest of the island. There are also other, quieter resorts on Long Beach, Laem Thong, and at other less accessible areas of the island. Ko Phi Phi was devastated by the Indian Ocean tsunami of December 2004, when nearly all of the island's infrastructure was wiped out. Redevelopment has, however, been swift, and services like electricity, water, Internet access and ATMs are up and running again, but waste handling has been slower to come back online. It should be noted that, while very laid back, many of the local islanders are Muslim. You will lose considerable respect if you walk around town in your skimpies (this applies to Buddhist areas of Thailand too!). While many tourists do in fact parade down Main Street in their Speedos or thong bikinis, to avoid offending your hosts, it's usually best just to throw on a pair of shorts or a sarong; similarly, toplessness on the beaches, while grudgingly tolerated by most locals, is also probably best avoided. By air - direct seaplane transfers from/to Phuket International Airport and other popular Andaman coast destinations. They often run a low season promotion for transfer from Phi Phi to Phuket Airport for only 2000 baht (high season is 6000 baht), and land at Laem Thong near the northern tip of the island - transport to Tonsai, if required, is about 30 minutes by longtail boat. This is a fairly good deal considering the ferry (400 baht) plus taxi (700 baht) to Phuket's airport will run you around 1200 baht. By boat Ferries leave from Phuket and Krabi daily (several times a day during the high season). Tickets are 350 baht to/from Phuket, Krabi (350 baht) or Ko Lanta (300 baht), and if bought in advance should include transport to the pier. They are much cheaper when bought in a package with a bus ticket at a travel agency in Bangkok. The nearer you get to Ko Phi Phi, the more expensive the ferry tickets get, peaking at 350 baht at the pier. Not all ferries are created equally. You can often take your ticket from a travel agent and apply it to a nicer ferry. Talk to the locals and find out what is the best ferry to take. The ferries run by Chao Koh group, particularly the smallest "Pichamon IV" are often overcrowded and appear to be very poorly maintaned, which does not inspire confidence, particuarly in heavy seas. In April 2007, a ferry operated by Andaman Wave Master caught fire and sank, resulting in the necessity for the passengers to be evacuated by speedboat. However, the ferries run by PP Family are larger and seem more suited to the task. Other tour vessels visit the island from several Phuket-based resorts, usually on day trips. Speedboats can also be chartered from other nearby locations, but at a very high price (in July 2007, the starting price for a speedboat to Phi Phi Don from Koh Yao was quoted at 20,000 baht). Getting around Phi Phi officially has no motorised transport, though there are a few motorcycles with truck sidecars, usually used for goods and construction material transport. Transport on land is by foot or bicycle, but in the populated areas of Tonsai, nowhere is more than about ten minutes' walk from anywhere else. Long-tail taxi-boats ply between all beaches; on Phi Phi Don, you can also walk to any beach. From Ton Sai to Long Beach, expect to pay 40 baht/person in the afternoon, at least 80 baht at night. To have a complete boat to yourself, expect to pay at least 100 baht. Wheelbarrows are used to transport goods, including your luggage if you like. Expect free "transport" from the pier to your room, but not necessarily in the opposite direction.
See Ton Sai BayViewpoint - walk up to the Viewpoint, 186 metres above sea level (a very steep walk of between 10-25 minutes, depending on fitness), to get a breathtaking view of the entire island - particularly at dawn or sunset (bring a flashlight). You will be surprised at how narrow the sand strip is between the two main parts of the island. Monkey Beach - accessible on foot or by renting a canoe, or be lazy and charter a longtail boat. Don't forget to take some bananas for the monkeys! Fireshow - there are several highly skilled and entertaining fireshows held nightly in several venues on the island, including at Carlito's, Apache Bar, Hippies, Carpe Diem, and The Tia and Millie Sunflower Bar on Lohdalum. Tsunami Memorial Garden - by the Tia and Millie Sunflower Bar; a beautiful place for quiet contemplation and paying one's respects to the victims of the recent tragedy. Do Ko Phi Phi Leh - take a longtail boat and visit Maya Bay - the "secret beach" where the movie "The Beach" was filmed. Water directly around the island is sometimes disappointingly murky and not so good for diving. The beach on the other side of the island, across from where the boats land, is slightly nicer. It is highly recommended to arrive at Maya Bay before 8am, when the place can still be enjoyed in solitude. As from 9am hoards of speedboats with tourists on package tours arrive from Phuket. Another thing to think about when coming to Maya Bay is the time of year. During the high season (October - May) you will feel like you are at Disneyland, but during the off season and you shouldn't be surprised if you are one of only two or three small groups on the beach, or even alone. NOTE: Park Rangers have begun enforcement of a National Park entry fee of 400 baht/person, though if you are traveling in a tour group, they will typically include it in the price of your trip. Snorkeling - there are two rocks within swimming distance of Long Beach known as 'Shark Point' where harmless blacktip reef sharks can be seen. The Adventure Club dive shop runs 'Shark Watch' snorkeling trips to Shark Point that 'guarantee' a sighting of sharks. Many dive schools take snorkelers on their dive boats, but expect to see only a hint of the underwater marvel visible to scuba divers. The snorkeling off Bamboo and Mosqito Islands is quite good although the reefs are a long way below you at high tide. For an excellent chance to see sharks, visit Paradise Diving on Longbeach who will point you in the right direction of the Black Tip Reef Shark's habitat metres from the sandy shore. Paradise Diving is located on The Paradise Resort in the middle of Longbeach.
Scuba diving - there are many dive shops, and some very good dive locations. Prices are regulated, so expect to pay the same everywhere. Shops on the island do a few different trips. The typical trip offered is a two tank local dive within the Phi Phi Marine park which will run about 2200 baht. They also do 2 -3 tank trips to the King Cruiser wreck with your follow up dives at both Shark Point and Anemone Reef, this trip usually runs between 3200 -3900 depending on the number of dives you do. No diving trip to Phi Phi would be complete if you didn't head down to Hin Daeng. Hin Daeng has some of the stepest drops in Thailand (60m+) as well as being the place you are most likely to see Manta Rays and Whale Sharks. This trip usually runs around 4500 baht. The town centre is crammed with dive shops and is fiercly competetive. For a more relaxed experience there are several dive shops also available on Longbeach. Check out DiveThailand.comfor more information. Rock Climbing - there are opportunities for rock climbing on Ko Phi Phi, and a few climbing shops to rent equipment, find a guide or take basic lessons. (Spider Monkey can be recommended). While not as famous as Rai Leh beach, nor with as many routes, the climbing is on similar limestone cliffs, and similarly beautiful. The climbing here also tends to be less crowded than at Rai leh. There are about four walls that are used with some frequency. Most stuff is brought in by boat, so most things are less original and more expensive than on the mainland. However, there are a few shops that manufacture their goods on the island. Prices for commodities vary widely between shops.
D's Books, with two locations on Ko Phi Phi and many others throughout Southern Thailand, is a well respected book store. Most of the items sold here are either made by local fishermen or they are brought to the island from Phuket town. Rising commercialization and inflow of tourists throughout the year seems to be a big bonus for these locals. Prices told may exactly not be worth the item, but if you are a good talker, you can bargain for a good price. Eat Food on Ko Phi Phi is extremely varied, given the diminutive size of the island, but is not as spectacular as it generally is in Thailand, because most ingredients have to be brought in by boat from the mainland. Nevertheless there are some restaurants that manage to serve surprisingly tasty food: Cosmic - Italian restaurant that deserves the name - has two outlets on the island and serves very good pizza. Aside from the pizza, the Thai food at this restaurant is good and reasonably priced. Hibachi - all you can eat Japanese-style buffet near Reggae Bar. Excellent sushi selection for the price (200 baht). Two outlets very close together. The grilled selections and Thai food on their buffet is not very good. Little Britain - If you are looking for a good traditional English breakfast with eggs, Heinz Baked Beans, sausage, bacon, potatoes, mushrooms and black pudding this is the place to go. English tea also comes with your breakfast. Mr. Tee's - When you come off the ferry, veer slightly left and you find yourself on an alley covered by tarps, with small Thai restaurants. You'll notice a lot of locals eating in this alley. The first booth on your left is Mr. Tee's. They tend to be forgetful but the food is good, cheap, and spicy! Papaya - one of the first restaurants rebuilt after the tsunami. A small green 'shop' restaurant opposite the Reggae Bar and next door to Tiger Bar, run by the enthusiastic and friendly Mr Nod. Don't let the unprepossessing looks of the restaurant put you off - the food here is incredibly good and very good value. Serves authentic Thai food, hot and spicy as it should be, but the staff helpfully allow you to express the spiciness in percentile terms, with 100% being 'Thai spicy'. Among local expats living on the island, this place is known as the place to get good cheap Thai food. If you are looking for a personal sized portion with rice at a cheaper price ask for your food to be "On Rice". Sports Bar - For some great English-style meat pies Sports Bar is the place to go. It is also the only place on the island where you can buy a Pint of Chang and get Pitchers of beer. Tuk's BBQ - Located next to apache, its basically a street vendor, but it has the absolute best BBQ on the island, with most items costing 30 baht. Drink
Drinks prices are quite high (cocktails 180 baht). Many bars offer similar entertainment, cabarets and striking fire shows - performed by the same people, advertised by posters and flyers apparently drawn by the same person... Apache Bar - a multi-story bar overlooking Ton Sai. And the home of the weekly transvestite shows. Was damaged in a fire in the early parts of 2007 but is now up and running again. Good place for dancing on Saturdays. Get a cheap "bucket" right next to the Apache Bar before entering. Beach Bar - located right in the tsunami wastelands and a good choice for those looking to have a quiet drink. Carlitos Bar - relaxed drinks on the beach served by amiable waitresses. During the winter months this place is full of Scandinavian party goers. Most of the service staff this time of year is over on extended holiday from Sweden so expect a lot of beautiful tanned blonds to be walking around. Hippies Bar - nice but rowdy place at the beach with a lot of fire shows and full/half/quarter moon parties on a weekly basis. Reggae Bar - popular place that organizes mock Muay Thai fights most nights. If you are there at the right time you can even join in with the Muay Thai fights. They invite tourist, usually drunk, to get into the ring geared up and to beat on each other for a few rounds for a couple of FREE buckets. Rolling Stoned Bar - Great rock music with a live band during high season and at other times of the year. They also have four pool tables and is a one of the more popular bars on the island. Tia and Millie Sunflower Bar - on Lohdalum Bay, a nautically-themed beach bar with 'ark' and longtail-bar, pool table and laid-back beach seating. A great place to watch the often spectacular sunsets. Tiger Bar - The local expat's hangout. Located next to Papaya Restaurant and Rolling Stoned Bar this small multi level bar is a favorite with the local dive community. The bar typically gives out FREE buckets from 12:00 - 12:15.
Woodys Bar is basically just a walk up liquor store, but they have a few tables out front. Its close to Apache. The staff are funny and the Beatles are always playing. Nice place to get a 180 baht bucket to walk around on the beach with. Sleep Accommodation is relatively expensive - doubles range from 400 baht up into the 1000s the closer you get to the beach front. If you are a budget traveler expect to work hard to find a decent price. If you get really desperate a couple of places rent out tents for about 200–300 baht - mind your valuables! One thing to note, prices are double during the high season which runs from October/November until May. Other time of year you can find relatively cheap accommodation in the 200 -300 range. To have the best choice for accommodation, arrive in Phi Phi just before the time of the full moon party, when most people will be on Ko Pha Ngan. Since a lot of people move from Pha Ngan to Phi Phi after the party, accommodation may be very hard to find on Phi Phi around this time. It is not uncommon to see people arrive on the morning ferry only to leave on the afternoon one because they have been unsuccessful in aquiring accomodation. Holiday Inn Resort. Claims to be the most peaceful resort on the island. Expensive (by Thai standards) Phi Phi Rimlay. Very nice air conditioned rooms near the beach for 800 baht. PP Island Resort. A good place for honeymooners. around 3,000 baht. PP Viewpoint. Wide variety of rooms from bungalows with fans to air-con with minibar, all with awesome views of the bay. Pool, full service dining, two bars, kayak rentals, diving lessons and a private trail to the viewpoint. Poor food quality, check might be higher than offered in menu. Clean and friendly place and excellent for meeting up with other travellers, with 100 baht dorm beds, 150 baht singles and a few 200 baht doubles (prices double up during high season). View Garden Resort. Rooms with bathroom, double bed, and shared balcony for 300 baht.